อาคม แจงแก้กม.ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลดภาระให้ลูกหนี้

กรุงเทพฯ 27 พ.ค.- เปิดสภาฯ วันแรก พิจารณา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 “อาคม” แจงปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ ลดภาระของลูกหนี้จากการชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินสมควร

ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 และพ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2564 โดยก่อนการประชุมนายชวน ได้กล่าวเน้นย้ำเรื่องการดำเนินการตามระเบียบและคำสั่งมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดในระหว่างการอภิปรายว่า ขอให้ส.ส.ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคทั้งเวลาประชุมและการอภิปราย ซึ่งมีการเตรียมแท่นอภิปรายไว้ให้ 2 จุด และขอให้ส.ส.ที่ไม่ได้อภิปรายอย่าไปอยู่ใกล้ผู้อภิปราย ส่วนความหวังดีจะเรื่องการประชุมไปนั้น ไม่สามารถเลื่อนการประชุมได้ เพราะบางกฎหมายบังคับเงื่อนเวลาต้องทำให้แล้วเสร็จตามกรอบกฎหมาย ส่วนระหว่างการประชุม 2 พ.ร.ก. และร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2565 นั้น ของดการขอปรึกษาหารือในช่วงนี้ก่อน ส่วนเรื่องเร่งด่วนได้ให้เจ้าหน้าที่เตรียมรับคำร้องเฉพาะที่เป็นเรื่องด่วน ซึ่งขอให้ทำเรื่องเป็นเอกสารขึ้นมาให้สำนักเลขาธิการสภาฯดำเนินการต่อไป

จากนั้นนางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านพระบรมราชโองการพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1 พ.ศ. 2564 ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2564 ให้มีการตรากฎหมายและแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมอัตราดอกเบี้ยในกฎหมาย ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอต่อครม.ว่าอัตราดอกเบี้ยในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บังคับใช้มานานกว่า 95 ปี โดยไม่มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยคงที่ที่กำหนดไว้ร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันที่มีอัตราเฉลี่ยเพียงร้อยละ 0.5 ต่อปี จึงทำให้ลูกหนี้ได้รับความเดือดร้อนจากภาระดอกเบี้ยตามกฎหมายที่กำหนดไว้มากพอสมควร และส่งผลให้เกิดการประวิงเวลาฟ้องคดีของเจ้าหนี้ เพื่อหาประโยชน์จากความไม่เหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยในกฎหมาย

นายอาคม กล่าวว่า นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในสัญญาให้สินเชื่อบางประเภทที่เจ้าหนี้มีอำนาจต่อรองสูงกว่าเจ้าหนี้มาก เจ้าหนี้จำนวนหนึ่งได้กำหนดวิธีการคำนวนดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ในลักษณะที่เป็นการเอาเปรียบลูกหนี้อย่างมาก เมื่อลูกหนี้ผิดนัดหลายงวดติดต่อกันทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดสะสมเป็นจำนวนที่สูงมาก ทำให้ลูกหนี้มีหนี้สินสูงขึ้น เกิดเป็นหนี้เสียส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และขณะนี้ประเทศไทยกำลังได้รับผลกระทบต่อการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมากไม่สามารถชำระหนี้ได้เหมือนช่วงปกติ กระทรวงการคลังเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขและเป็นกรณีฉุกเฉินที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จึงจำเป็นต้องตราประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564

นายอาคม กล่าวว่า สาระสำคัญคือ 1. การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เป็นการปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดโดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้งจากอัตราคงที่ร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้เป็นอัตราที่สามารถปรับเปลี่ยนให้มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 3 ต่อปี และกำหนดให้ลดหรือเพิ่มได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาพร้อมกำหนดให้กระทรวงการคลังมีหน้าที่พิจารณาทบทวนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทุก 3 ปี โดยทบทวนให้มีความใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์

2.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่เป็นการปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยผิดนัด จากอัตราคงที่ร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราที่สามารถปรับเปลี่ยนให้มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์กับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้เป็นอัตราที่เชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ยมาตรา 7 และบวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เพื่อจูงใจให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตรงเวลา ซึ่งอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่กำหนดใหม่ จะเท่ากับร้อยละ 5 ต่อปี เป็นการบังคับใช้ระยะแรก ก่อนที่จะทบทวนการบังคับใช้ดอกเบี้ยตามมาตรา 7 ต่อไป สำหรับหลักการสำคัญอื่นในมาตรา 224 คือการกำหนดให้เจ้าหน้าที่อาจเรียกดอกเบี้ยผิดนัดสูงขึ้นได้ หากมีเหตุอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย การห้ามคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดและการให้เจ้าหน้าที่สามารถพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นได้นั้นให้คงหลักการเดิมของกฎหมายนี้ไว้

3.ให้เพิ่มมาตรา 224/1 เพื่อให้การคำนวนดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ในหนี้ที่ลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระเป็นงวดมีความชัดเจนและเป็นธรรมต่อลูกหนี้มากขึ้น โดยกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดในนัดใดเจ้าหนี้คำนวนดอกเบี้ยผิดนัดได้เฉพาะจากต้นเงินของงวดที่ลูกหนี้ผิดนัดเท่านั้น ไม่อาจคำนวนจำนวนดอกเบี้ยจากเงินต้นที่ยังคงค้างทั้งหมดได้ และเพิ่มเติมวรรคสองว่า ถ้าสัญญาใดมีข้อตกลงให้เจ้าหนี้คำนวนจำนวนดอกเบี้ยได้จากต้นเงินที่ยังคงค้างชำระทั้งหมดให้ข้อตกลงนั้นเป็นโฆฆะ 4.กำหนดบทเฉพาะกาลให้มาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขเพิ่มเติมให้ใช้กับการคิดดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่เวลาที่พ.ร.ก.ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนกับการคิดดอกเบี้ยก่อนช่วงเวลาที่พ.ร.ก.ใช้บังคับ และกำหนดให้มาตรา 224/1 ใช้กับการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในงวดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พ.ร.ก.ใช้บังคับ

นายอาคม กล่าวว่า ทั้งนี้ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้คืออัตราดอกเบี้ยในกฎหมายที่มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจ ลดภาระของลูกหนี้จากการชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินสมควร และแก้ไขปัญหาเจ้าหนี้ประวิงเวลาฟ้องคดีโดยมุ่งหวังหากำไรจากดอกเบี้ยไม่สมควร รวมถึงการกำหนดวิธีการคำนวนดอกเบี้ยผิดนัดทำให้ลูกหนี้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเพาะลูกหนี้ที่เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่ได้ตั้งใจจะผิดนัดชำระหนี้ แต่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัส ซึ่งเชื่อว่าการตราพ.ร.ก.ฉบับนี้จะช่วยลดการฟ้องร้องคดีความระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้และลดโอกาสในการเกิดหนี้เสียในภาคส่วนต่าง ๆ และเพื่อรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

แชร์ให้เพื่อน :

คลิปเด่นประจำวัน

สนับสนุน TOPNEWS ด้วยการซื้อสินค้าคุณภาพจาก Sbuyzone 

ติดตามข่าวสารผ่านทาง LINE

TOP NEWS Mobile Application

ติดตาม TOP NEWS ผ่านช่องทาง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาติทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก