จับตา! จังหวัดชายแดนใต้ ยอดติดเชื้อโควิดพุ่งกระโดด

จับตา! จังหวัดชายแดนใต้ ยอดติดเชื้อโควิดพุ่งกระโดด

วันนี้ (5 ต.ค.) ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ได้รายงานตัวเลขสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดประเทศไทยว่าประจำวัน ว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9,869 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 9,852 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 8,715 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 864 ราย มาจากเรือนจำ 273 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 17 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 11,152 ราย ทำให้มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,531,655 ราย อยู่ระหว่างรักษา 108,373 ราย อาการหนัก 3,013 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 701 ราย

เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 92 ราย เป็นชาย 38 ราย หญิง 54 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 74 ราย มีโรคเรื้อรัง 17 ราย พบผู้เสียชีวิตมากสุดอยู่ใน กทม. 23ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 17,203 ราย

ส่วนยอดผู้ได้รับวัคซีนของประเทศไทยเมื่อวันที่ 4 ต.ค. มีการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม 770,947 โดส รวมยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ทั้งสิ้น 55,921,443 โดส ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 236,165,564 ราย เสียชีวิตสะสม 4,822,761 ราย

สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 5 ต.ค. ได้แก่ กทม. 1,224 ราย ,สมุทรปราการ 577 ราย ,ชลบุรี 555 ราย, ปัตตานี 530 ราย, สงขลา 468 ราย ,นราธิวาส 461 ราย ,นครศรีธรรมราช 457 ราย, ยะลา 431 ราย ,สมุทรสาคร 357 ราย ,ระยอง 318 ราย

ส่วนตัวเลขการแพร่ระบาดของโควิด จ.ปัตตานี ที่กลับมาพุ่งอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง มีการติดเชื้อแต่ละวันสูงเป็นจำนวนมากโดยเฉลี่ยจะติดเชื้ออยู่ประมาณ 300 – 400 คน โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อของวันนี้ พุ่งสูงถึง 530 ราย ซึ่งถือเป็นการทุบสถิติสูงสุดอีกครั้ง จากเดิมที่เคยสูงสุดที่ 412 ราย ทั้งนี้ไม่ปรากฏผู้เสียชีวิตรายใหม่ โดยอำเภอที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงในวันเดียวคือ อำเภอสายบุรี จำนวน 137 ราย อำเภอเมือง จำนวน 125 ราย อำเภอยะหริ่ง 53 ราย และอีกหลายอำเภอ
สาเหตุหลักของเชื้อที่พุ่งสูงขนาดนี้ก็เป็นในส่วนของการเริ่มกลับมารวมตัวทำกิจกรรมรวมกลุ่มของผู้คน และอีกส่วนก็เป็นเรื่องที่สามารถรับประทานอาหารในร้านได้ โดยจะมีช่วงที่ถอดหน้ากากอนามัยออกและพูดคุยกันบนโต๊ะอาหาร อีกทั้งการเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ๆ โดยเฉพาะการไปเดินตลาดต่างๆ การเดินทางไปพักผ่อนริมทะเลเป็นกลุ่มใหญ่ และมีการจัดงานเลี้ยงฉลอง ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าไม่มีการเว้นระยะห่าง อีกทั้งบางรายสวมแมสใต้ค้าง บางรายก็ไม่ได้สวม ทำให้เกิดการติดเชื้อง่าย และนำไปสู่แหล่งชุมชน และครอบครัว

เช่นเดียวกันกับจังหวัดยะลา ที่พบการติดเชื้อในพื้นที่ยังเป็นลักษณะเดิม คือ การติดเชื้อในบ้านและชุมชน ไม่ได้มีการระบาดเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ สำนักงานสาธารณสุขยะลา รายงานว่าปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มคน เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงในชุมชน เป็นต้น

สำหรับแนวทางการลดผู้ติดเชื้อ จะเฝ้าระวังการเสียชีวิตของกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่องและคัดกรองการติดเชื้อในชุมชน รวมถึงย้ำมาตรการ DMHT ซึ่งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน จะมีการตั้งศูนย์สู้ภัยโควิดในที่ทำงาน เช่น สำนักงาน โรงงาน สถานประกอบการ ร้านอาหาร และตลาด โดยเน้นมาตรการป้องกันตนเองขั้นสูงสุด (Universal Prevention) และการทำงานที่บ้าน (Work From Home) การตรวจพนักงานด้วยชุดตรวจ ATK ประมาณ 10% ทุกสัปดาห์ เพื่อเฝ้าระวังและแยกกักผู้ติดเชื้อโดยเร็ว ป้องกันไม่ให้สถานที่เสี่ยงเหล่านี้เป็นแหล่งแพร่เชื้อ ตัดวงจรการระบาด และป้องกันการนำเชื้อกลับไปแพร่ที่บ้าน รวมถึงการเร่งฉีดวัคซีนในพื้นที่ โดยจะระดมสรรพกำลังทั้งฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง และประชาชนในการสื่อสารทำความเข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีน ซึ่งมีประสิทธิผลในการลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต โดยการฉีดด้วยสูตรไขว้ซิโนแวคตามด้วยแอสตราเซเนกา ห่างกัน 3 สัปดาห์ ที่กำลังใช้อยู่ในขณะนี้ คาดว่าจะช่วยให้ฉีดเข็ม 2 ได้ครอบคลุมเร็วขึ้น

แชร์ให้เพื่อน :

คลิปเด่นประจำวัน

ติดตามข่าวสารผ่านทาง LINE

TOP NEWS Mobile Application

ติดตาม TOP NEWS ผ่านช่องทาง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาติทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก