3 “กลุ่มเปราะบาง” มีเฮ รัฐเตรียมจ่ายเงินเข้าบัญชีโดยตรง

กลุ่มเปราะบาง

กดติดตาม TOP NEWS

3 "กลุ่มเปราะบาง" มีเฮ บิ๊กตู่ แจ้งข่าวดี รัฐบาลเตรียมจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพเข้าบัญชีโดยตรง กลุ่มไหนบ้างที่จะได้รับ และจะได้กี่บาท เช็คเลยที่นี่

3 “กลุ่มเปราะบาง” กลุ่ม เปราะ บาง คือ ใคร บ้าง งานนี้เตรียมเฮกันได้เลย เมื่อทางด้าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งข่าวดีผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha‘ ว่าจะมีการจ่ายเงินเข้าบัญชีโดยตรงเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับกลุ่มเปราะบาง 3 กลุ่ม นอกจากนั้นยังมีมาตรการอื่น ๆ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน จะมีอะไรบ้างนั้น เช็คเลยที่นี่ TOP News

 

 

 

โดยเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2565 ได้มีข้อความจากเพจเฟซบุ๊ก ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha‘ ว่า พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่านครับ จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นผลกระทบจากวิกฤตโควิด ต่อเนื่องมานานกว่า 2 ปี และถูกซ้ำเติมด้วยความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้นอย่างมากทั่วโลก ผมและรัฐบาลมีความเป็นห่วงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ ผู้มีปัญหาหนี้สิน และธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จึงได้จัดให้มีการประชุมหลายครั้ง ทั้งเป็นทางการและการปรึกษาหารือนอกรอบ เพื่อหาทางช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และได้สั่งการนโยบายเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาระเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นให้มีผลโดยเร็วที่สุด

โดยก่อนหน้านี้ ผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตาม 10 มาตรการด่วนเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน ครอบคลุมประชากรกลุ่มเป้าหมายราว 40 ล้านคน ที่ผมได้เรียนแจ้งพี่น้องประชาชนไปแล้ว และในวันนี้ ผมขอแจ้งข่าวดีต่อพี่น้องประชาชนว่า จะมีการจ่ายเงินเข้าบัญชีโดยตรง เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับกลุ่มเปราะบาง 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. เบี้ยผู้สูงอายุ 600-1,000 บาท ตามเกณฑ์อายุ
  2. เงินอุดหนุนเด็ก 600 บาท
  3. เบี้ยผู้พิการ 800-1,000 บาท ตามเกณฑ์อายุ

นับว่าเป็นมาตรการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

กลุ่มเปราะบาง

กลุ่มเปราะบาง

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่หน่วยงานภาครัฐได้ดำเนินการไปแล้ว ดังนี้
  1. กองทุนประกันสังคม : ลดอัตราเงินสมทบ 3 เดือน (พ.ค.-ก.ค.65) แบ่งออกเป็น (1) กรณี ม.33 นายจ้างและลูกจ้าง จ่ายเงินสมทบกองทุนฯ เหลือฝ่ายละ 1% จากเดิม 5% (2) กรณี ม.39 จากเดิม 9% ของฐานค่าจ้าง 4,800 บาท (เดือนละ 432 บาท) ให้เหลือ 1.9% (เดือนละ 91 บาท) ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกันตนได้ ประมาณ 1,000 -1,800 บาทต่อคน ในขณะเดียวกันนายจ้างก็มีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้นด้วย
  2. กระทรวงแรงงาน : เพิ่มการจ่ายเงินสมทบให้ผู้ประกันตนขึ้น อีก 2.95% ของค่าจ้าง (ช่วง 3 เดือน พ.ค.-ก.ค.65 ที่ลดอัตราส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม) เพื่อไม่ให้กระทบการจ่าย ‘เงินบำเหน็จชราภาพ’ แก่ผู้ประกันตนว่า 4.8 ล้านรายในอนาคต
  3. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) : เปิด ‘โครงการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19’ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการดำรงชีวิตให้แก่เกษตรกร หรือลูกจ้างภาคการเกษตร วงเงินรายละไม่เกิน 10,000 บาท โดยไม่ต้องมีคนค้ำประกัน ดอกเบี้ยต่ำ 0.35% ต่อเดือน (flat rate) และปลอดการชำระต้นเงินและดอกเบี้ย 6 เดือนแรก
  4. กระทรวงศึกษาธิการ : จัดตั้ง ‘สถานีแก้หนี้ครู’ 558 แห่งทั่วประเทศ มีครูได้รับประโยชน์ทันทีกว่า 460,000 คน
  5. บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) : ร่วมกับ 16 สถาบันการเงินจัดทำ ‘โครงการค้ำประกันสินเชื่อ’ (Portfolio Guarantee Scheme) ระยะพิเศษ วงเงิน 90,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มลูกหนี้เดิม ที่มีสินเชื่อคงค้าง สร้างสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจและช่วยพยุงการจ้างงาน
  6. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) : ตรึงดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านถึงสิ้นปี 2565 เพื่อช่วยบรรเทาภาระของผู้กู้ และกระตุ้นการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะมีผู้มาขอสินเชื่อกับ ธอส.ตลอดทั้งปี มูลค่ากว่า 240,000 ล้านบาท
กลุ่มเปราะบาง
และล่าสุด ผมยังมีเรื่องที่น่ายินดี ที่จะแจ้งให้ทุกคนทราบว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ‘มูดี้ส์’ (Moody’s Investors Service) ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 หรือเทียบเท่า BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable Outlook) ซึ่งเป็นมุมมองค่อนข้างเป็นบวกต่อสถานะของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิผลของนโยบายเศรษฐกิจ มาตรการเยียวยาดูแลประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด19 และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง นอกจากนี้ มูดี้ส์ยังมองว่าใน 2-3 ปี เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าจีดีพีของไทยปี 2565-2566 จะเติบโต 3.4% และ 4.8% ตามลำดับ ซึ่งการประกาศนี้ย่อมจะมีผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเศรษฐกิจไทยท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังผันผวนอย่างรุนแรงในขณะนี้
ผมขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนทุกท่านว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมมีหน้าที่จะต้องดูแลพี่น้องทุกคนในประเทศ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีความปลอดภัย ประเทศชาติสงบร่มเย็น ไม่มีวันใดที่ผมจะไม่คิดถึงหน้าที่นี้ และคิดตลอดเวลาว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าเดิม ที่ผ่านมาเราเผชิญกับวิกฤตหลายประการ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ แต่ก็สามารถแก้ปัญหาสำเร็จลุล่วงไปได้หลายอย่างด้วยความร่วมมือกันของทุกคน และผมเชื่อมั่นว่ารากฐานที่ได้วางไว้ จะทำให้ประเทศไทยที่รักของเราก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงแข็งแรงครับ
กลุ่มเปราะบาง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาติทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก