สกลนครพนม 1120X280
สกลนครพนม

“สันติสุข” จี้ “นายกฯ-มท.1” เด็ดขาดแก้หนี้ BTS หลัง กทม.บิดพลิ้ว หนี้เริ่มเพิ่ม

กดติดตาม TOP NEWS

"สันติสุข" จี้ "นายกฯ-มท.1" เด็ดขาดแก้หนี้ BTS หลัง กทม.บิดพลิ้ว หนี้เริ่มเพิ่ม

ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน สำหรับอนาคตโครงการรถไฟฟ้าสายสีขียว ล่าสุด นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศ TOP NEWS ระบุว่า กรณีนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมถึง มท.1 อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ต้องตัดสินใจ หลังจากเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2565 ทางแฟนเพจรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงคลิปทวงหนี้กว่า 4 หมื่นล้านบาท และกับคลิปนี้ ใครที่ใช้รถไฟฟ้า ใครที่ได้เห็น คงจะรู้สึกได้ว่า นี่คือภาระที่หนักอึ้งที่เอกชนแบกอยู่ แล้ววันที่ 22 พ.ย. 2565 ทางกทม. ได้มีการแถลงข่าว โดยนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 

 

ประเด็น อ้างว่า กทม.ให้ความเห็นที่มหาดไทยขอมา 3 ข้อ ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. ฝ่ายบริหารของกทม.เห็นพ้องด้วย นโยบายที่เดินรถเจ้าเดียวตลอดสายสีเขียว ประชาชนจะได้ไม่เดือดร้อน และเห็นควรให้รัฐบาลหนุนงบงานติดตั้งระบบการเดินรถโครงสร้างพื้นฐาน เดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวตามพ.ร.บ.ร่วมทุนปี 62 แล้วหาข้อยุติของครม. ตามคําสั่ง คสช. ให้ชัดเจน

คือ กลายเป็นไปโยนภาระให้ครม. แล้วโทษครม.ด้วยซ้ำ ให้หาข้อยุติของครม.เอง เรื่องคำสั่งหัวหน้าคสช. ซึ่งประเด็นนี้ก็จริง เพราะคำสั่งหัวหน้าคสช. ระบุชัดเลยว่า มาตรา 44 ที่ดำเนินการอยู่ คนที่ต้องทำคือ รัฐมนตรีมหาดไทย ไม่ใช่ผู้ว่าฯ กทม.

นี่เขาตอกกลับเลยนะ เขาตอกกลับไปที่รัฐมนตรีมหาดไทยเลย เพียงแต่ในเนื้อหายังไปเล่นแง่ว่า ควรจะทำตามพ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2562 ซึ่งนั่นเป็นเรื่องระดับรัฐบาล แต่นี่ไปสอนรัฐบาล แล้วก็ตอกกลับมหาดไทย เพราะเป็นคำสั่งมาตรา 44 ที่มหาดไทย มท.1 ต้องเป็นคนดำเนินการ

นายวิศณุ ได้พูดเรื่องจะจ่าย หรือไม่จ่ายอย่างไรเรื่องหนี้ ว่า “ศาลปกครองได้มีคำตัดสินไปแล้ว สัญญาเดินรถ ที่ให้เอกชนเดินรถมีสภาพบังคับ ทั้งส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 พูดก็เหมือนพูดซ้ำ อ้างว่า มีเงินจ่าย กทม.มีเงินอยู่กว่า 7 หมื่นล้านบาท อันนี้ กรรมยิ่งเป็นเครื่องชี้เจตนา มีเงินแล้วตอนนี้ยังไม่จ่าย โดยอ้างว่าต้องตรวจสอบก่อน ต้องผ่านสภากทม.ก่อน แต่ที่ศาลตัดสินไปแล้ว แม้ว่าคดีไม่ถึงที่สุด เพราะดอกเบี้ยมันจะเดินตลอดงัย ดอกเบี้ยที่เดินวันหนึ่ง ตามการคำนวณถ้าเกิดว่ายอด 4 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ยบีทีเอสประมาณ 20 ล้านบาทต่อวัน ไม่นับดอกเบี้ยเงินกู้ของรฟม.อีก 4 ล้านบาทต่อวัน คำถามคือ ใครรับผิดชอบ”

ส่วนเรื่องที่ไปตั้งแง่ว่า ทำตามมาตรา 44 กลัวจะมีปัญหาไม่ถูกต้อง สิ่งที่รมว.มหาดไทย ต้องกลับไปดำเนินการ คือ ต้องกลับไปดูว่า แล้วกรณีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน มาตรา 44 เหมือนกัน แล้วลงนามกันไปเรียบร้อย เหมือนกัน ไม่ต่างกันเลย แล้วแถมไม่มีภาระหนี้ แบบบีทีเอส ที่ไปติดหนี้บีทีเอสอยู่ด้วย ต้องการให้เดินรถต่อเนื่อง

แล้ววิธีคิดว่า มีปัญหาเรื่องการเจรจาเรื่องหนี้ต่างๆ นาๆ แล้วมีการมาเจรจาขยายสัญญาณ เคยมีการทำมาก่อนหรือไม่ ในยุครัฐบาลที่พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นคือมี การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM รัฐบาลก็ให้ไปเจรจากัน อ้างว่ามีค่าโง่ แล้วจริงๆ ค่าโง่ที่ยกขึ้นมาอ้างบางเรื่อง ยังไม่เป็นค่าโง่ด้วย เอาไปเจรจา แล้วขยายสัญญา

 

ทีนี้ ถามว่า ยิ่งเวลาผ่านไป คำเจรจาเดิมที่มีโมเดลกันไว้ว่า เอกชน บีทีเอส รับภาระหนี้ไปทั้งหมดราวๆ 1.3 แสนล้านบาท แล้วก็แบ่งรายได้ให้เอกชน ราว 2 แสนล้านบาท ค่าโดยสาร 15-65 บาทตลอดสาย แลกกับการขยายสัมปทาน 30 ปี กทม.ตัวเบาเลย ไม่ต้องใช้หนี้อะไรเลย แถมมีรายได้ ถามว่า บีทีเอสยังจะเอาอยู่หรือเปล่า ถามเขาหรือยัง เพราะนี่คือการไปเจรจา แล้วมันเกิดขึ้นโดยที่ไม่ใช่บีทีเอส เรียกร้องให้ขยายสัญญา แต่เพราะกทม.ติดหนี้ แล้วผู้ว่าฯ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เคยเสนอเข้าสภากทม.ไปแล้ว ในยุคที่แล้ว แต่สภากทม.บอกไม่มีเงิน

 

กทม.เลยต้องให้รัฐบาลหาทางออกให้ รัฐบาลก็หาทางออก คือ เจรจากับเอกชน ให้เป็นรายเดียว เดินรถตลอดสาย แล้วก็มีหนี้อยู่ ก็เจรจาจะทำอย่างไร “ขยายสัญญา” ไม่ใช่ข้อเรียกร้องจากเอกชนนะการขยายสัญญา ไปคุยกับเค้าใหม่ เค้าจะเอาหรือเปล่าไม่รู้ เพราะตอนนี้ ศาลตัดสินเรื่องค่าโง่แล้วด้วย หนี้ยังไงก็ต้องจ่ายถ้าแบบนี้ แล้วยังไม่นับสัญญาเดินรถที่มีถึงปี 2585 ถ้าเกิดบอกว่าจะอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายคุณก็ต้องจ่าย แล้วดอกเบี้ยเดินไปเรื่อยๆ

ที่สำคัญก็คือ มาตรา 44 ที่ออกมาโดยหัวหน้าคสช. มาตรา 44 คือ คำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2562 การดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีเขียว มีอยู่ 3 แผ่น มีสภาพใช้บังคับจนถึงปัจจุบัน ลงนามโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. มันมีความหมายไหมอันนี้? นี่คือคำสั่งที่มีสภาพเป็นกฎหมาย ไม่ใช่กระดาษทิชชู คนลงนามคำสั่ง คือ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

 

 

ข้อ 6 บอกเลยว่า การดำเนินการ การไปเจรจาจนได้ข้อยุติมา ร่างสัญญาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ถือเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการร่วมทุนฯ ที่ทางกทม.บอก อันนี้มาตรา 44 ให้ถือเป็นการดำเนินการตามพ.ร.บ.ร่วมลงทุนเลย โดยองค์ประกอบการเจรจา ก็มีองค์ประกอบแทบไม่ต่างจากพ.ร.บ.ร่วมลงทุน ที่เราเคยนำเสนอไป

ข้อ 8 เมื่อผ่านอัยการสูงสุดแล้ว ให้รมว.มหาดไทย นำเสนอครม. ซึ่งความหมายคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็จะต้องนำเข้าสู่ครม. ปลายทางอยู่ที่ครม.ให้เห็นชอบ ส่วนจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วให้นายกรัฐมนตรี ขยายเวลาได้ด้วย ถ้าไม่เสร็จ

แล้ว ข้อ 8 กรณีเห็นสมควร นายกฯ อาจเสนอให้คสช. แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้ คสช.ไม่อยู่แล้วทีนี้ มันก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว เว้นแต่จะไปทำผ่านกระบวนการกฎหมาย ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยอธิบาย ตอนนี้มันมีสภาพเป็นกฎหมายอยู่

 

 

เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพล.อ.อนุพงษ์ และพล.อ.ประยุทธ์ ว่า ท่านจะให้มาตรา 44 เป็นเหมือนกระดาษทิชชู่ ไปอย่างนี้ และให้ดอกเบี้ยมันเดินไปเรื่อย ๆ และให้ทางกทม.เล่นแง่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ

กทม.ก็บอกว่า ทำตามมาตรา 44 เค้าบอกว่าหนี้ที่ยังไม่ชำระ เพราะมาตรา 44 บอกให้ไปเจรจากับเอกชน ก็ยังไม่จ่าย ทางรัฐบาลก็บอกว่า รอให้กทม.แก้ปัญหา กทม.ก็บอกรอรัฐบาล โยนไปโยนมา คนซวยก็คือ บีทีเอส ที่ไปออกคลิป ภาระหนักอึ้งที่แบกอยู่ จะแบกได้ถึงเท่าไหร่

นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น น่าสนใจมากว่า ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไง ถ้าไม่จ่ายหนี้ ก็ต่อสัญญาสัมปทาน ถ้าไม่ต่อสัญญาสัมปทาน ก็จ่ายหนี้ หรือไม่อย่างนั้น ก็ฟ้องร้องเป็นคดีกัน เรียกค่าโง่กัน ทับถมเพิ่มเติมไปอีก แต่จนถึงปัจจุบัน ยังนั่งฟรีอยู่นะ เหลือเชื่อมากว่า ให้เกิดปัญหาแบบนี้ได้ยังไง แล้วรัฐบาลก็หาเสียงกับเรื่องพวกนี้ด้วย โครงสร้างพื้นฐานใหญ่โตทั่วประเทศ รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีเขียว เอาไปใช้หาเสียงด้วย แต่ต้นทุนเอกชนแบก เหลือเชื่อไหม อันนี้คือ “รอยด่างสำคัญของรัฐบาลปัจจุบันเลย”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ดู LIVE รายการ

X

เราใช้ คุ้กกี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น