สกลนครพนม 1120X280
สกลนครพนม

หมดเวลากทม. แก้หนี้ BTS “นายกฯตู่-มท.1” ต้องกล้าตัดสินใจยุติปัญหา

กดติดตาม TOP NEWS

หมดเวลากทม. แก้หนี้ BTS "นายกฯตู่-มท.1" ต้องกล้าตัดสินใจยุติปัญหา

ยังเป็นประเด็นร้อนต้องติดตาม สืบเนื่องจาก บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ตัดสินใจแพร่คลิปความยาวกว่า 2 นาที ในหัวข้อ “คนเราจะอดทนกับการแบกหนี้ได้นานแค่ไหน … ทำงานแต่ไม่ได้เงิน ต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกวัน …ผู้มีอำนาจโยนไปโยนมา ไร้การตัดสินใจ ถึงเวลาเข้ามาจัดการปัญหา อย่าหนีปัญหา …อย่าปล่อยให้เอกชนสู้เพียงลำพัง ถึงเวลาจ่ายหนี้ รถไฟฟ้าสายสีเขียว 40,000 ล้าน”

โดยช่วงหนึ่ง นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ระบุ “ถึงเวลาจ่ายเงินที่ควรจ่าย 3 ปีกว่า จำนวนเงิน 40,000 กว่าล้าน เพราะเอกชนผู้ลงทุน จ่ายทุกวัน พนักงานก็ต้องจ่าย ค่าไฟต้องจ่าย ผู้ที่มีอำนาจ บริหารประเทศอยู่ ไม่ว่าจะเป็น กทม. หรือการเมืองของประเทศ ต้องเข้ามาดูได้แล้ว

ดอกเบี้ยขึ้นทุกวัน ท่านใดที่อยู่ในอำนาจควรคิดได้แล้วว่า ดอกเบี้ยที่ต้องเสียไป ยังไงก็ต้องจ่ายผม มันเป็นสิ่งที่ใครเสียหาย ผมเชื่อว่าประชาชน ภาษีเราเสียหาย อย่าปล่อยให้มันลอยไปลอยมาอย่างนี้

อย่างไรก็ตาม นายคีรี เน้นย้ำว่า สิ่งหนึ่งที่เราไม่ทำอยู่อย่างเดียวก็คือ เราจะไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ผมรับปากกับประชาชน ว่าผมจะไม่ยอมหยุดรถ เพราะหยุดรถนี่ ความเสียหายเกิดกับประชาชน ไม่ได้เกิดกับผมอย่างเดียว ไม่ได้เกิดกับนักการเมืองคนไหน ผมเชื่อว่าผู้โดยสารของผม ซึ่งผมก็ต่อสู้ให้ท่านทุกวันนี้ คงเข้าใจผม”

เพราะหลังจากนั้น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ยังคงแสดงท่าทีปฏิเสธดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2565 ให้ กทม. และ บริษัทกรุงเทพธนาคม ชำระหนี้จำนวนกว่า 2 หมื่นล้าน ให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ไม่นับรวมหนี้ค้างชำระ อีกกว่า 2 หมื่นล้าน สำหรับค่าติดตั้งงาน ระบบไฟฟ้า/เครื่องกล โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย ทั้ง 2 ช่วง หรือช่วงแรก จาก สะพานตากสิน -บางหว้า และช่วงอ่อนนุช –แบริ่ง และส่วนต่อขยายที่ 2 จาก หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และ แบริ่ง-สมุทรปราการ

โดยอ้างว่า ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนอุทธรณ์ และ กทม.จะชำระค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ภายใต้ข้อบัญญัติ กทม. เพราะการสร้างภาระหนี้ผูกพันงบประมาณ จะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา กทม.ก่อน

พร้อมระบุว่า สภา กทม.ยังไม่ได้เห็นชอบทำสัญญาจ้างเดินรถ และติดตั้งงานระบบ รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จึงมีการทำหนังสือเพื่อสอบถามทางสำนักงานเลขาธิการสภา กทม.ว่า ส่วนนี้ผ่านการอนุมัติจากสภา กทม.แล้วหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ต้องมีการทำสัญญาใหม่ให้เรียบร้อยก่อน

ส่วนมูลหนี้จากส่วนต่อขยายส่วนที่ 1 เหลือเพียงแต่ให้ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้ดำเนินการตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2562 และยืนยันว่ากทม.ไม่ได้มีปัญหา เพราะเป็นหนี้ก็ต้องจ่าย แต่ต้องเป็นหนี้ที่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย

 

ล่าสุด นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าการกทม. พร้อมด้วย นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ได้แถลงข่าวถึงประเด็นที่เกิดขึ้นอีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่า ขณะนี้อำนาจการตัดสินใจทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่ กทม. แต่อยู่ที่กระทรวงมหาดไทย และครม. ในการพิจารณาว่าตะดำเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจาก กทม. ได้ให้ความเห็นที่กระทรวงมหาดไทยขอมาจำนวน 3 ข้อไปแล้วตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ฝ่ายบริหารเห็นพ้องกับนโยบาย Through Operation หรือ 1. ให้รัฐบาลสนับสนุน งบประมาณสําหรับโครงสร้างพื้นฐานและงานติดตั้งระบบการเดินรถ 2. เห็นควรที่จะเดินโครงการรถไฟฟเาสาย สีเขียวตาม พรบ. ร่วมทุน 2562 และ 3. การหาข้อยุติของ ครม. ตามคําสั่ง คสช. เพื่อทําให้เกิดความชัดเจนในการดําเนินงาน ซึ่งหาก ครม.มีมติออกมาเช่นไร กทม. ก็พร้อมที่จะดำเนินการตามมติของครม.

รวมถึงหากที่ประชุม ครม. มีการพิจารณาและมีมติให้ขยายสัมปทาน ทุ กอย่างจะไปเป็นตามสัญญาใหม่ที่เอกชนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย แต่ถ้า ครม.ไม่อนุมัติขยายสัญญาสัมปทาน กทม.ที่จะต้องนำเรื่องกลับมาพิจารณาใหม่ ให้เป็นไปตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย โดยมี 2 วิธี ได้แก่ 1.ให้สภา กทม.ให้สัตยาบันย้อนหลัง เรื่องสัญญาจ้างเดินรถและสัญญาติดตั้งระบบ และ 2. หากสภา กทม.ไม่ให้สัตยาบัน ก็ต้องรอคำตัดสินอุทธรณ์ของศาลปกครองว่าจะพิจารณาอย่างไร

 

และเมื่อถามถึงสาเหตุที่ กทม. ยังไม่มีการชำระหนี้สินให้แก่เอกชนนั้น ในส่วนต่อขยาย 1 นั้น นายวิศณุ อ้างว่า เนื่องจาก คสช.ได้มีคำสั่งให้นำภาระหนี้ ไปคิดคำนวนร่วมกับการต่อสัญญาสัมปทาน ทำให้กทม.หยุดจ่ายเงินให้แก่เอกชน เพราะภาระหนี้ส่วนนี้ เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาสัมปทาน ขณะที่ส่วนต่อขยายที่ 2 นั้น ในส่วนของสัญญาที่ยังมีความไม่ครบถ้วน และไม่ได้รับการพิจารณาจากสภากทม.

ส่วนข้อคำถามถึงกรณีศาลปกครองกลาง มีคำสั่งให้ทางกรุงเทพมหานครชำระหนี้ นายวิศณุ กล่าวว่า เบื้องต้น กทม.ได้ยื่นอุทธรณ์ไปแล้ว เนื่องจากมูลค่าหนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ค่าดอกเบี้ย โดยกทม.ไม่มีเจตนาจะไม่ชำระหนี้ และสัญญาที่ กทม. ทำไว้กับ เคที ไม่ได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ ทางผู้บริหารกทม. เห็นว่า เคทีควรมีการจ้างที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบ คิดค่าคำนวณค่าจ้างใหม่ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ยอดหนี้เปลี่ยนไปไม่ตรงกับที่บริษัทเอกชนฟ้องร้องก็ได้

นายวิศณุ ระบุว่า เข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นของเอกชน แต่การดำเนินการจะต้องเป็นไปตามกฏหมาย และไม่ได้มีเจตนาที่จะไม่จ่ายหนี้ให้กับเอกชน เพียงแต่ต้องรอ มติ ครม. เสียก่อนจึงจะดำเนินการได้ ส่วนกระทรวงมหาดไทย จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม.เมื่อใดนั้น เป็นหน้าที่ของมหาดไทย

 

 

ทางด้าน นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม.กล่าวยืนยันว่า กทม.มีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้ โดยเป็นเงินสะสมของ กทม.ที่มีอยู่ 7 หมื่นล้านบาท โดยเบื้องต้นได้เตรียมไว้ 1 หมื่นล้านบาทมาชำระหนี้ และ กทม.พร้อมจ่ายเงินทันที แต่ทั้งนี้ต้องรอมติของ ครม. และคำตัดสินของศาลปกครองให้เสร็จสิ้นเสียก่อน

ถึงตรงนี้ชัดเจนว่า แนวคิดของผู้บริหารกทม. เลือกจะยังไม่ชำระหนี้ให้กับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ในระยะเวลาอันใกล้นี้ และ โยนภาระการตัดสินใจ อนาคตโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของกระทรวงมหาดไทยและคณะรัฐมนนตรี ด้วยข้อเท็จจริงปฏิเสธไม่ได้ว่า ขั้นตอนต่าง ๆ ต้องยึดตาม คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 3/2562 ประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ไม่ใช่รอการตัดสินใจของผู้บริหารกทม.

เนื่องด้วยคำสั่งหัวหน้าคสช. ระบุชัดเจน ว่าด้วยการมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการ พิจารณาหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์จากค่าโดยสาร รวมถึงหลักเกณฑ์อื่นเพื่อประโยชน์ในการรวมโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว และดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานกับผู้รับสัมปทานดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับตั้งแต่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

รวมถึงกำหนดให้กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการจนได้ข้อสรุป ตามเนื้อหาของคำสั่ง ข้อ 6 ซึ่งเขียนว่า การดำเนินการจนได้ผลการเจรจาเป็นที่ยุติ และร่างสัญญาร่วมลงทุนฉบับแก้ไขแล้ว ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ในส่วนของการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนแล้ว

จากนั้นให้กรุงเทพมหานคร เสนอร่างสัญญาร่วมลงทุน ฉบับแก้ไขต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนส่งสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับร่างสัญญาดังกล่าว และเมื่อสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนำเสนอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

 

 

ส่วนในกรณีที่คณะรัฐมนตรีไม่เห็นชอบกับร่างสัญญาร่วมลงทุนตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องคืนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาทบทวนและเสนอความเห็นประกอบเรื่องทั้งหมดต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ หากต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างสัญญาร่วมลงทุน ให้ส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีด้วย โดยให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลมเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามวรรคสองหรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี ให้กรุงเทพมหานครลงนามในสัญญาร่วมลงทุนฉบับแก้ไขต่อไป

เมื่อได้มีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ให้ดำเนินการตามขั้นตอนตามบทบัญญัติในส่วนที่ 3 การกำกับดูแลโครงการร่วมลงทุน หมวด 4 การจัดทำและดำเนินโครงการแห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ต่อไป

หรือในกรณีที่คณะรัฐมนตรีไม่เห็นชอบกับร่างสัญญาร่วมลงทุนตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องคืนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาทบทวนและเสนอความเห็นประกอบเรื่องทั้งหมดต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

และนี่คือข้อมูลของปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งหมด ที่ทุกฝ่ายต้องการเห็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดของของภาครัฐ ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพราะถึงสุดท้าย นายชัชชาติ ก็ไม่มีวิธีการอื่นใดในการจะหาเงินงบประมาณมาชดใช้หนี้กว่า 4 หมื่นล้านบาท ให้กับ BTSC หรือ แก้ปัญหาเกี่ยวกับเงินงบประมาณลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมภาระดอกเบี้ย มูลค่ากว่าแสนล้านบาท ภายหลังจากการโอนย้ายทรัพย์สินจากรฟม.มาให้ กทม.ดูแลรับผิดชอบ ได้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะอ้างมีการศึกษาเรื่องนี้มานานถึง 2 ปี ก่อนรับตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ก็ตาม

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดู LIVE รายการ

X

เราใช้ คุ้กกี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น