รอยเตอร์สและ AFP รายงานว่าในการเปิดประชุมระดับโลกว่าด้วยการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ที่กรุงพนมเปญเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้แทนจากกว่า 20 ประเทศและองค์กร รวมทั้งจากสหรัฐและจีนเข้าร่วมการประชุม นายกรัฐมนตรีฮุน มาเน็ตกล่าวว่า “กัมพูชาจะไม่ยอมให้ขบวนการอาชญากรรมมาทำลายความก้าวหน้าของประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวกัมพูชากว่า 17 ล้านคน”
ฮุน มาเน็ตกล่าวด้วยว่า กัมพูชาพร้อมที่จะยกระดับความร่วมมือกับนานาชาติ รวมถึงแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองแบบเรียลไทม์ และว่ารัฐบาลกัมพูชาได้ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ไปอย่างราบคาบในปฏิบัติกวาดล้างครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ยืนยันไม่ใช่แค่เพื่อการประชาสัมพันธ์ แต่ตั้งเป้ากวาดล้างอย่างถาวรเพื่อไม่ให้กลับมาก่อเหตุซ้ำอีก
ด้านเดลฟีน ชานทซ์ ผู้แทนระดับภูมิภาคของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) กล่าวว่า การจัดประชุมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชามีความพยายามที่จะเปิดกว้างในการร่วมมือกับประชาคมโลกมากขึ้น
อย่างไรก็ตามกัมพูชาควรต้องใช้ความพยายามมากกว่านี้ และย้งมีอีกหลายมาตรการที่ทำได้และควรต้องทำ ไม่ว่าจะในระดับประเทศหรือระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ก็เรียกร้องให้มีการทำความเข้าใจร่วมกัน และกำหนดกรอบการกำกับดูแลที่สอดคล้องกัน รวมทั้งการลงทุนในด้านการรวบรวมพยานหลักฐานทางดิจิทัล
ชานทซ์ยังตั้งข้อสงสัยว่าการปราบปรามของทางการกัมพูชายังไปไม่ถึงตัวนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังและมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรรมทางไซเบอร์ ขณะที่อาชญากรเหล่านี้หลังจากที่ถูกปราบปรามก็กระจัดกระจายไปตั้งศูนย์ดำเนินการขนาดเล็กลงในพื้นที่ต่างๆ บางส่วนก็ย้ายไปอยู่ประเทศอื่น
ภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติโดยเฉพาะจีนและสหรัฐ โดยสหรัฐนั้นประเมินว่าชาวอเมริกันสูญเสียเงินให้กับแกีงสแกมเมอร์ในกัมพูชาไปมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลล่าร์ (33.2 หมื่นล้านบาท) เฉพาะในปี 2567 ปีเดียว ทำให้กัมพูชาดำเนินการกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ไปหลายร้อยแห่งและเนรเทศสมาชิกแก๊งออกจากประเทศหลายแสนคน
นายมู โซชัว ฝ่ายค้านกัมพูชาที่ลี้ภัยไปอยุ่ต่างประเทศได้กล่าวในแถลงการณ์ว่า ความน่าเชื่อถือของกัมพูชา “ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลมีความยินยอมที่จะตรวจสอบบรรดานักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง โดยไม่คำนึงถึงอิทธิพล หรือตำแหน่งทางราชการหรือไม่”

