ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.39 น. นายภาวุธ โพสต์และข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมรีวิวแอปพลิเคชัน AI Pass หรือชื่อเดิม TH-AI Passport ที่ร้าน Open Craft ที่เปิดให้คนภายนอกมาทดลองเล่น โดยผมไปกับ อ.อ้อ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้อย่างใกล้ชิดครับ
ผลลัพธ์จากการตรวจสอบและการปรับโมเดลธุรกิจ จุดที่เปลี่ยนไปและสมเหตุสมผลมากขึ้นคือ จากเดิมที่ “เป็นการตั้งงบจ่ายเงินระดับ 1,600 ล้านบาท” ถูกปรับมาเป็นโมเดล “การจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง” หรือ Pay-per-Active User ในราคาประมาณ 25 บาทต่อคนต่อเดือน พูดง่ายๆ คือ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” ถ้าคนใช้น้อย เงินที่เหลือก็ต้องคืนคลังรัฐ วิธีนี้ช่วยอุดรอยรั่วและเซฟงบประมาณแผ่นดินไปได้มาก ถือเป็นทิศทางที่ดีขึ้นจากการการันตีจ่ายเงินทั้งก้อนในอดีต
ส่วนการรีวิวจากการใช้งานเหมาะสมกับใครนั้น นายภาวุธ ระบุว่า จากการที่ผมได้ทดลองใช้ระบบ AI Pass ปัจจุบันทำหน้าที่เหมือนศูนย์รวมโมเดล AI หลายค่ายไว้ในที่เดียว ทั้ง AI ข้อความ, วาดภาพ, สร้างวิดีโอ, ทำเพลง และวิเคราะห์ข้อมูล
– สำหรับสาย Tech หรือคนใช้ AI ประจำ แพลตฟอร์มนี้อาจยังไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ เพราะฟีเจอร์ฟรีของค่ายใหญ่ๆ ข้างนอกยังมีความสามารถและยืดหยุ่นสูงกว่า
-สำหรับผู้เริ่มต้น ถือว่าตอบโจทย์กลุ่มนี้ เพราะมีกลไกแบบ “Learn to Earn” คือต้องเข้ามาเรียนรู้ทำภารกิจก่อน ถึงจะได้แต้ม หรือ Credit ไปใช้ AI ถือเป็นการบังคับให้เกิดการเรียนรู้และกระจายโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยเข้าถึง
อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีโมเดลที่เป็นของคนไทยน้อยเกินไป ข้อเสนอของผมคือควรผลักดันให้มีโมเดลภาษาไทยมากกว่านี้ และเปิดให้ใช้ฟรีแบบไม่จำกัด โดยติดตั้งระบบในประเทศเพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งจะช่วยพัฒนา Ecosystem ของเทคโนโลยีไทยไปพร้อมกัน ส่วนการใช้เชิงเทคนิคลึกๆ แนะนำให้ติดตามจาก อ.ธนชาติ, อ.การดี, ไนน์arm หรือ พี่โดมครับ

นายภาวุธ ระบุอีกว่า ในเมื่อโครงการนี้ถูกอนุมัติและเดินหน้าไปแล้ว หน้าที่ของพวกเราคือการช่วยคิดว่าจะ”ทำอย่างไรให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด” เพราะลำพังแค่การเดินสาย Roadshow หรือจัดแข่งขันทักษะทั่วไป ผมประเมินว่ายอดผู้ใช้อาจไม่ถึง 5 ล้านคนด้วยซ้ำ เราจึงต้องมอง AI Pass ให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ” โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ และโดยดึงหน่วยงานหลักเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกัน
– กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา ร่วมมือกับกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการ บรรจุแพลตฟอร์มนี้เป็นเครื่องมือเรียนรู้และฝึกทักษะ AI ขั้นพื้นฐานในสถานศึกษา
– กลุ่มผู้ประกอบการ SME: จับมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD), สสว. และสภา/สมาพันธ์ SME เพื่อออกแบบหลักสูตร AI สำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ ช่วยยกระดับการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทย
– กลุ่มข้าราชการ: ร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ.ร. พัฒนาหลักสูตรสำหรับงานราชการที่ทำซ้ำๆ เช่น AI สำหรับงานบริการประชาชน หรือการจัดการเอกสารในชีวิตประจำวันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ
นายภาวุธ ยังมีข้อเสนอแนะมาตรการตรวจสอบทางเทคนิคว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้คือเรื่องความโปร่งใส เนื่องจากคณะกรรมการตรวจรับของรัฐส่วนใหญ่อาจไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านสถาปัตยกรรมไอทีขั้นสูง ผมจึงเสนอให้เปิดช่องทางเชิญ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย หรือผู้เชี่ยวชาญอิสระภายนอกเข้ามาเป็น ผู้ตรวจสอบร่วมทางเทคนิคควบคู่ไปกับการตรวจรับงาน เพื่อคอย Re-check ปริมาณ Token ที่วิ่งจริง, สเปกของโมเดล รวมถึงตรวจสอบระบบความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน
นายภาวุธ สรุปว่า เป้าหมายหลัก ณ ตอนนี้คือการผลักดันให้เงินภาษีที่ลงทุนไปแล้ว ถูกกระจายไปสร้างประโยชน์ให้ครอบคลุมกลุ่มคนมากที่สุด และเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงครับ สำหรับผมนี่คือตัวอย่างของการเมืองที่ควรจะเป็น ไม่ใช่การโต้เถียงกันไปมาเพื่อเอาชนะทางการเมือง แต่คือรัฐบาลริเริ่ม ฝ่ายค้านตรวจสอบและเสนอแนะ ก่อนนำข้อทักท้วงไปปรับปรุง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด ส่วนที่ปรับปรุงดีขึ้น เราก็พูดตามข้อเท็จจริง ส่วนที่ยังมีความเสี่ยงก็ต้องติดตามและตรวจสอบกันต่อไป เพราะสุดท้ายแล้วต้องดูว่าประเทศและพี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์อะไร เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่า และความร่วมมือของทุกฝ่ายจะช่วยพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าครับ ทุกท่านมีความเห็นอย่างไรกับการปรับโมเดลและการผลักดันโครงการนี้? มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้นะครับ.! หรืออยากไปลองทดสอบ AI Pass ก็ไปลองเล่นที่ร้าน Open Craft ได้ครับ
