ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมในหลากหลายโอกาส เสมือนการใช้เครื่องแต่งกายเป็น “สื่อทางวัฒนธรรม”
เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป
รวมถึงเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2503 ซึ่งชุดไทยพระราชนิยมได้สร้างความประทับใจและการยอมรับในระดับสากล
อีกทั้งยังเกิดความร่วมมือกับปีแยร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส ที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความงามของผ้าไหมไทยผ่านงานตัดเย็บระดับโอต์กูตูร์
“ชุดไทยพระราชนิยม” จึงถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ได้รับพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ส่งต่อมาสู่การพัฒนาอัตลักษณ์ไทยในบริบทโลก
และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดในทุกมิติ ปัจจุบัน ชุดไทยพระราชนิยมได้รับการสืบสานและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของวัฒนธรรมไทยที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย
โดยยังคงรักษาแก่นแท้ไว้อย่างสมบูรณ์ การนำเสนอในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงการอนุรักษ์ หากแต่เป็นการตีความใหม่ในมิติร่วมสมัย
ที่งานหัตถศิลป์กลายเป็นทุนทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทยได้รับการถ่ายทอดในฐานะคุณค่าที่มีชีวิต พร้อมก้าวสู่การยอมรับในเวทีโลกอย่างยั่งยืน




ไม่เพียงเท่านั้น ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม ทั้ง 8 แบบ ที่ออกแบบตัดเย็บจากห้องเสื้อ Tirapan และห้องเสื้อภา
และมีการจัดแสดงนิทรรศการชุดฉลองพระองค์กิโมโน ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ
นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณซึ่งเป็นงานศิลป์ชั้นสูง อาทิ เครื่องประดับและศิลปะการพันดิ้น การปักสดึงกรึงไหม งานช่างเครื่องเงินเครื่องทอง
กระเป๋าผ้าเทคนิคประคบทองโบราณ และ ผ้าไหมทอลายมงคล โดยกิจกรรมทั้งหมดถูกนำเสนอในฐานะงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนโครงสร้างเชิงศิลป์
ทั้งนี้ วันที่ 18 กันยายน 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยม
โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางไปร่วมงาน การจัดแสดงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการเผยแพร่ชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย
ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 ณ เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้แนวคิด “The Art of Unity” หรือ “ศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว” สะท้อนการนำงานออกแบบร่วมสมัยมาประกอบกับการนำเสนอวัฒนธรรมไทยในระดับนานาชาติ
หนึ่งในชุดที่ได้รับความสนใจจากการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยม คือชุดไทยเรือนต้นที่นำผ้าไหมลวดลายเซเลอร์มูนมาใช้เป็นผ้านุ่ง
ลวดลายจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นปรากฏอยู่บนผืนผ้าไทย โดยมีนางแบบอย่าง คุณโอปอล สุชาตา ช่วงศรี มิสเวิลด์คนแรกของไทย เป็นผู้สวมใส่ชุดดังกล่าว




ขณะที่รูปแบบการตัดเย็บและการแต่งกาย ยังคงอ้างอิงลักษณะของชุดไทยเรือนต้น การนำผ้าทอลวดลายดังกล่าวมาใช้ จึงเป็นตัวอย่างของการผสมผสานวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นผ่านงานสิ่งทอ โดยมีผ้าไหมเป็นวัสดุสำคัญที่เชื่อมโยงรูปแบบการแต่งกายทั้งสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน
ชุดไทยเรือนต้นเป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ มีรูปแบบเรียบง่าย เหมาะสำหรับการแต่งกายในโอกาสที่ไม่เป็นทางการจนเกินไป
ตัวเสื้อเป็นเสื้อแขนกระบอก คอกลมตื้น ไม่มีขอบตั้ง ผ่าอกด้านหน้าและติดกระดุม โดยแยกชิ้นจากผ้านุ่ง ส่วนผ้านุ่งนิยมใช้ผ้าซิ่นป้ายหน้า ความยาวจรดข้อเท้า
อาจเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมที่มีลายริ้วขวาง ลายดอกตามขวาง หรือผ้าพื้นที่มีเชิง ลักษณะดังกล่าวทำให้ชุดไทยเรือนต้นมีความคล่องตัว เหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันและงานที่ต้องการความสุภาพเรียบร้อย
สำหรับชุดไทยเรือนต้นที่นำมาแสดงแบบในประเทศญี่ปุ่น ตัวเสื้อเป็นเสื้อแขนยาวเข้ารูปสีเหลืองอ่อน คอกลมตื้น ผ่าอกด้านหน้าและติดกระดุมเรียงตามแนวกลางลำตัว
มีการเก็บทรงช่วงเอวและประดับดอกไม้บริเวณอกด้านซ้าย ส่วนผ้านุ่งเป็นผ้าไหมสีพื้นอ่อน ทอลวดลายตัวละครเซเลอร์มูนกระจายอยู่ทั่วผืนผ้า ลวดลายดังกล่าวมีลักษณะเป็นภาพขนาดเล็กซ้ำต่อเนื่องบนผืนผ้า โดยใช้สีอ่อนและสีสดเป็นองค์ประกอบร่วมกัน
การเลือกใช้ผ้าไหมลายเซเลอร์มูนกับชุดไทยเรือนต้นแสดงให้เห็นการนำลวดลายจากวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่นมาอยู่บนรูปแบบการแต่งกายไทยที่มีประวัติและแบบแผนชัดเจน
ผ้าทอจึงทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของการออกแบบ ขณะที่โครงสร้างเสื้อและวิธีการนุ่งผ้ายังคงอยู่ในกรอบของชุดไทยพระราชนิยม
การแสดงแบบครั้งนี้จึงนำเสนอผ้าไทยในบริบทของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและญี่ปุ่น ผ่านการออกแบบเครื่องแต่งกายที่เชื่อมโยงรูปแบบดั้งเดิมกับลวดลายร่วมสมัย
ชุดไทยเรือนต้นมีความเหมาะสมกับการใช้ผ้าทอที่มีลวดลายหลากหลาย เนื่องจากรูปแบบของชุดประกอบด้วยเสื้อและผ้านุ่งแยกชิ้นกัน
ทำให้สามารถเลือกใช้ผ้าที่มีสีสันหรือลวดลายแตกต่างกันได้ตามโอกาส การใช้ผ้าไหมลายเซเลอร์มูนจึงเป็นการนำลวดลายจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาอยู่บนผ้านุ่งของชุดไทย
โดยยังคงรูปแบบเสื้อแขนกระบอก คอกลมตื้น และผ้าซิ่นป้ายหน้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของชุดไทยเรือนต้น ผลงานผ้าโดย มนตราธิกาญจน์ ลาภบุญเรือง จังหวัดกาฬสินธุ์
การจัดงานเผยแพร่ชุดไทยพระราชนิยมในประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 17-18 กันยายน 2569 จึงเป็นโอกาสในการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับชุดไทย งานช่างฝีมือ และการแต่งกายชุดไทยประจำชาติในระดับนานาชาติ













