ผลวิจัยชี้ชัด! ชาวบ้านริมน้ำกกเสี่ยง “พิษสารหนู” พบสะสมในเล็บ-ผมเกินมาตรฐาน

นักวิชาการเผยผลตรวจพบสารหนูสะสมในเล็บและเส้นผมของประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกกและพื้นที่ใกล้เคียง สะท้อนความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เริ่มปรากฏอย่างชัดเจน เตือนหากรัฐยังไม่เร่งจัดการ อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ประกาศ “โรคพิษสารหนู” เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมลักษณวรรณ อำเภอเมืองเชียงราย มีการประชุมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะโดยชุมชน กรณีผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย โดยทีมนักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมรายงานผลการศึกษาวิจัย

ดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์ อาจารย์สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่า ได้เก็บตัวอย่างเล็บจากผู้ใหญ่และเส้นผมจากเด็กใน 4 พื้นที่ ได้แก่ บ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย บ้านแซว และพื้นที่ริมแม่น้ำกก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์สารหนู พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีสารหนูสะสมในร่างกาย

รายงานการประชุมระบุว่า จากการสุ่มตรวจกลุ่มตัวอย่าง 90 ราย พบผู้ที่มีสารหนูสะสมในเล็บเกินค่ามาตรฐาน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จำนวน 16 ราย หรือร้อยละ 17.78 โดยผู้ที่มีค่าสูงเกินเกณฑ์ส่วนหนึ่งเริ่มแสดงอาการทางคลินิก เช่น ชาปลายมือปลายเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบผิวหนังระคายเคือง สีผิวผิดปกติ ตุ่มหนาคล้ายตาปลา รวมถึงความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจและอาการบวมเท้า

ด้าน ผศ.เสถียร ฉันทะ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า การตรวจพบสารหนูในเล็บและเส้นผม เป็นสัญญาณชัดว่าร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกได้ทั้งหมด แม้ประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์ชัดเจนว่าสารหนูสะสมในร่างกายระดับใดจึงถือว่าอันตราย แต่ข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้เทียบเคียงกับแนวทางของ องค์การอนามัยโลก และนำไปสู่การกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขได้

ผศ.เสถียร ระบุว่า รัฐบาลควรเร่งลงพื้นที่ตรวจยืนยันเพิ่มเติม และกำหนดมาตรการรับมืออย่างเป็นรูปธรรม โดยให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทยทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ พร้อมชี้ว่าก่อนหน้านี้กรมควบคุมโรคเคยตรวจพบสารหนูในปัสสาวะของชาวบ้านริมแม่น้ำกกแล้ว แต่การจัดการเชิงนโยบายยังล่าช้า

ขณะที่ น.ส.สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กล่าวว่า ผลการวิจัยดังกล่าวสะท้อนการเริ่มสะสมของสารหนูในร่างกาย หากไม่มีการลดการรับสัมผัสจากแหล่งน้ำและอาหาร โดยเฉพาะข้าวจากนาที่ใช้น้ำปนเปื้อน อาจพบผู้ป่วยโรคพิษสารหนูเพิ่มขึ้นในอนาคต จึงเสนอให้ประกาศ “โรคพิษสารหนู” เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังตามพระราชบัญญัติโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562

นอกจากนี้ ยังเสนอให้พัฒนาศักยภาพคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน ให้มีความรู้ด้านระบบบำบัดสารหนูและโลหะหนัก รวมถึงการตรวจวัดคุณภาพน้ำ เพื่อให้การผลิตน้ำประปาชุมชนได้มาตรฐานและปลอดภัย

ด้านนายสืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของการแถลงข้อมูลคุณภาพน้ำจากหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกรณีการใช้ผลตรวจจากชุดทดสอบภาคสนามเพียงอย่างเดียว พร้อมเตือนว่าคำแนะนำให้ประชาชนลงเล่นน้ำหรือทำกิจกรรมในแม่น้ำ อาจเพิ่มความเสี่ยงจากตะกอนดินที่มีสารโลหะหนักฟุ้งกระจาย

ทั้งนี้ นักวิชาการเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐ จังหวัดเชียงราย ภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ ร่วมประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดทิศทางและมาตรการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง อย่างเป็นระบบและยั่งยืนต่อไป.

ข่าวที่น่าสนใจ

วิโรจน์ วงศ์ใหญ่ ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.เชียงราย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

"กรมราชทัณฑ์" จับมือ "พิพิธภัณฑ์บ้านดำ-ไอคอนสยาม" เปิดพื้นที่โชว์ "พลังแห่งศิลป์เหนือพันธนาการ" The Power of Art Beyond Barriers
"กรมส่งเสริมวัฒนธรรม" ลงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลประวัติผลงาน เตรียมงานเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2568
"ปลาจรจัด" จตุจักร ประจานความมักง่าย สู่ภาระสังคมที่ตามเช็ดไม่รู้จบ!
พิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระกุศล ณ วัดไทยนอร์เวย์ ประเทศนอร์เวย์
แพร่-ฝนถล่มหนักอำเภอร้องกวาง น้ำหลากกระทบ 2 ตำบล บ้านเรือน–พื้นที่เกษตรเสียหาย สถานการณ์คลี่คลาย เร่งสำรวจช่วยเหลือ
นายอำเภอนาน้อย ติดตามน้ำป่า-ดินสไลด์ ตรวจพื้นที่เสี่ยง สั่งสแตนบาย 24 ชม.

ดู LIVE รายการ