ถือเป็นสัปดาห์โค้งสุดท้ายอย่างแท้จริงสำหรับศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่กำลังจะระเบิดศึกขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ บรรยากาศการเมืองในเมืองกรุงกลับมาคึกคักถึงขีดสุด เมื่อผู้สมัครแต่ละคนต่างงัดกลยุทธ์ ลุยหาเสียงขอคะแนนจากพี่น้องคนกรุงตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงค่ำมืด
การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครเรียงหน้ากระดานมากถึง 18 คน แต่ในทางปฏิบัติสปอตไลท์ทุกดวงโฟกัสไปที่ 4 ตัวเต็งสำคัญที่มีลุ้นและมีพลังพอ ประกอบด้วย แชมป์เก่าผู้สมัครนามอิสระ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ในนามอิสระ และ นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อพลิกดูหน้าเสื่อชั่วโมงนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “เต็งหนึ่ง” ที่ยังนำโด่งในทุกสำนักโพล คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ผู้สะสมคะแนนดิบถล่มทลายกว่า 1.38 ล้านตั้งแต่ปี 2565 และอยู่บริหารยาวครบเทอม 4 ปีเต็ม แม้ในแง่ผลงานจะไม่มีเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่โตให้เห็นเด่นชัด แต่การบริหารที่เน้นไปตามสถานการณ์และอารมณ์ของคนกรุง ถือเป็นจุดขายที่ซื้อใจคนเมืองได้อยู่มือ
ในศึกครั้งนี้ นายชัชชาติเข็นผลงาน 4 ปีกับ 235 นโยบายเดิมมาโชว์ เช่น ระบบรับเรื่องร้องเรียน “Traffy Fondue” ที่รับเรื่องไปกว่า 1.3 ล้านเรื่อง และแก้ไขไปได้แล้วกว่า 1 ล้านเรื่อง ควบคู่ไปกับการจัดการปัญหาน้ำท่วม การใช้หนี้รถไฟฟ้าบีทีเอส การเปิดโรงพยาบาลใหม่ 3 แห่ง และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการขยะ พร้อมกันนี้ยังได้เปิดโรดแมปเขย่าคะแนนเสียงด้วย “250+ แผนนโยบายพลิกโฉมเมืองกรุง ยกระดับในอนาคต” โดยชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง เน้นมิติเศรษฐกิจฐานราก (Street Economy) ใช้ข้อมูลสร้างเครดิตให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงแหล่งทุน มุ่งเป้าขจัดส่วยและการทุจริตใต้โต๊ะอย่างสิ้นเชิง ยกระดับการศึกษาโรงเรียน กทม. สู่ 3 ภาษา จ้างงานผู้สูงอายุถึง 65 ปี และเอาใจสายเฮลตี้ด้วยแคมเปญเด็ด “ยิ่งฟิตยิ่งได้คืน” เปลี่ยนเหงื่อเป็นแต้มลดค่ารถไฟฟ้าบีทีเอสหรือรถเมล์ แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นเรื่องหยุมหยิมที่ข้าราชการประจำก็ทำได้ แต่ด้วยบุคลิก “ติดดิน เข้าถึงง่าย” และภาพจำของการลงพื้นที่หน้างานจริงอัปเดตผ่านโซเชียลสม่ำเสมอ ก็ยังเป็นสิ่งที่คนกรุงชื่นชอบและไว้วางใจอย่างไรก็ดี


