เริ่มจากรัสเซียและอิหร่าน ซึ่งมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับรัฐบาลของมาดูโร เป็นสองชาติแรกที่ออกมาประณามปฏิบัติการดังกล่าว โดยกระทรวงต่างประเทศรัสเซียได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้พิจารณาจุดยืนของสหรัฐอีกครั้ง รวมทั้งขอปล่อยตัวมาดูโร ซึ่งเป็นประธานาธิบดีเวเนซูเอล่าที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และภรรยา ขณะที่อิหร่านก็แถลงประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีทางทหารของสหรัฐ ต่อเวเนซุเอลา ชี้เป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเวเนซูเอล่าอย่างโจ่งแจ้ง
ด้านกระทรวงต่างประเทศของจีนได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าจีนรู้สึกตกใจอย่างยิ่งและขอคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการโจมตีเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นรัฐอธิปไตย และการจับกุมตัวมาดูโร ซึ่งเป็นผู้นำประเทศ ซึ่งการกระทำของสหรัฐถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของเวเนซูเอล่าและกฎหมายระหว่างประเทศและอย่างร้ายแรง ทั้งเป็นการคุกคามสันติภาพและความมั่นคงในละตินอเมริกาและแคริบเบียน
ส่วนฝรั่งเศส นายฌอง-โนเอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศได้โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “แม้มาดูโรจะ “ละเมิดสิทธิ” ของชาวเวเนซุเอลาอย่างร้ายแรง แต่ปฏิบัติการทางทหารที่นำไปสู่การจับกุมมาดูโรถือว่า “ขัดต่อหลักการไม่ใช้กำลัง ซึ่งเป็นรากฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ” และการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่สามารถบังคับใช้จากภายนอก พร้อมเตือนว่า การที่สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นผู้ละเมิดหลักการนี้เสียเองและมีการละเมิดมากขึ้น “จะส่งผลร้ายแรงต่อความมั่นคงของโลก” และบ่อนทำลายกฎหมายระหว่างประเทศ
ด้านนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ กล่าวว่าทุกประเทศควร “เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมออกตัวว่า “สหราชอาณาจักรไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในปฏิบัติการในครั้งนี้” พร้อมเรียกร้องทุกฝ่ายให้อดทนเพื่อรอ “ตรวจสอบข้อเท็จจริง”
สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกของนายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการยูเอ็น กล่าวว่า กูเตเรส “รู้สึกวิตกกังวลอย่างยิ่ง” ต่อปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐต่อเวเนซุเอลา โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวอาจ “เป็นแบบอย่างที่อันตราย”
อย่างไรก็ตามอิตาลีได้ออกมาสนับสนุน โดยนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี กล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเวเนซุเอลาเป็น “การกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย” และ “เป็นการป้องกันตนเอง”
