‘แพทย์ศิริราช’ชี้ ไทยอยู่ช่วงขาขึ้นการระบาด แนะ 6 ข้อ รับมือวิกฤตโควิด-19

‘แพทย์ศิริราช’ชี้ ไทยอยู่ช่วงขาขึ้นการระบาด แนะ 6 ข้อ รับมือวิกฤตโควิด-19

'แพทย์ศิริราช'ชี้ ไทยอยู่ช่วงขาขึ้นการระบาด แนะ 6 ข้อ รับมือวิกฤตโควิด-19

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เสวนาในหัวข้อ “ถอดบทเรียนจากสัญญาณเตือนภัย สถานการณ์โลกจากวิกฤตสายพันธุ์เดลต้า”ระบุว่า การแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้า ทั่วโลกได้แพร่ระบาดไปแล้ว 132 ประเทศ และพบว่าทั่วโลกติดเชื้อ 4 ล้านคนต่อสัปดาห์ และแม้จะฉีดวัคซีนไปแล้วจำนวนมากในหลายประเทศ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอิสราเอล ที่ช่วงแรกการติดเชื้อลดลงแต่ต่อมาพบว่ามีการระบาดเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะสายพันธุ์เดลต้า ทำให้แต่ละประเทศต้องกลับมาทบทวนมาตรการทางสาธารณสุขที่เข้มงวดขึ้น

ทั้งนี้ การระบาดของสายพันธุ์เดลต้า ถือว่าเป็นการระบาดที่ใกล้กับช่วงที่มีวัคซีนใหม่ๆ แต่จำนวนของความชันของคลื่นนั้น มีความชันไม่มากเท่า ซึ่งสาเหตุอาจจะเพราะการฉีดวัคซีนที่ในขณะนี้มีการฉีดวัคซีนไปแล้วทั่วโลกกว่า 4,400 ล้านโดส

สำหรับการระบาดของประเทศไทย ยังคงถือว่าอยู่ในการระบาดในช่วงขาขึ้น ซึ่งเห็นได้จากจำนวนของผู้เสียชีวิตที่ยังคงมีถึง 3 หลัก ดังนั้นในช่วงขาขึ้นจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งการล็อกดาวน์ รวมถึงเร่งความเร็วในการฉีดวัคซีน เพื่อที่จะทำให้ไปสู่เป้าหมายของการลดการแพร่ระบาด

ดังนั้น หากสรุปข้อมูลจากการระบาดทั่วโลกจะสามารถแบ่งข้อสรุปออกเป็น 7 ข้อ ได้แก่

1.เชื้อของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า ไม่เพียงแพร่ระบาดได้รวดเร็วโดยเร็วกว่าสายพันธุ์อัลฟ่า ประมาณร้อยละ 60 แต่มีหลักฐานว่าก่อให้เกิดอาการที่รุนแรง และอันตรายมากกว่าสายพันธุ์เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่มีอาการรุนแรงในกลุ่มที่มีผู้อายุน้อยลง

2.ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบไม่ว่าจะชนิดไหนก็มีโอกาสติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ โดยรายงานจากสหรัฐอเมริกา พบว่า ไม่แตกต่างจากผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน แต่อาการมักไม่รุนแรง

3.รายงานจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน พบว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ยังสามารถพบมีปริมาณไวรัสในจมูกและคอไม่แตกต่างจากผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน 4.หลายประเทศพบการติดเชื้อในเด็กมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง

5.สัดส่วนของประชากรที่ได้รับวัคซีนที่มากพอ จะมีส่วนสำคัญในการลดแพร่ระบาดและการเสียชีวิต

6.การแพร่ระบาดในกลุ่มคนจำนวนมาก อาจจะนำไปสู่การกลายพันธุ์และสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในจะทดแทนสายพันธุ์เดิม

7.ความปลอดภัยจากเชื้อโควิดในประเทศใดประเทศหนึ่ง จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของเชื้อในโลก

อย่างไรก็ตาม การกำหนดแนวทางการรับมือวิกฤตโควิด-19 นั้น ต้องดำเนินการดังนี้

1.ต้องลดความเสียหายที่เกิดจากวิกฤตที่เกินศักยภาพของระบบการดูแลสุขภาพ

2.การเร่งลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อ ทั้งมาตรการทางการปกครอง มาตรการทางการสาธารณสุข ในการพัฒนาศักยภาพการตรวจหาผู้ติดเชื้อ การจัดการเตรียมสถานพยาบาลและมาตรการส่วนบุคคลและทางสังคม

3.การเร่งฉีดวัคซีนเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตผู้สูงอายุ และผู้สูงวัย 8 กลุ่มโรค อย่างมากและรวดเร็ว

4.การเร่งค้นหาผู้เสี่ยงติดเชื้อและแพร่เชื้อโดยเฉพาะการใช้ Antigen Test Kit และ RT-PCR

5.การได้รับยาที่เร็ว แจ้งลงทะเบียนเพื่อเข้าสู่ระบบ

6.การพัฒนาศักยภาพในการดูแลผู้ติดเชื้อทั้ง Home isolation และ Community isolation

ส่วนสำหรับประเทศไทยนั้นการแพร่ระบาดในปัจจุบัน ถือว่ายังไม่ถึงจุดสูงสุด โดยดูจากกราฟที่ปัจจุบันยังคงไม่วิ่งลง ซึ่งตราบใดที่กราฟยังไม่วิ่งลง ก็แปลว่าการแพร่ระบาดยังไม่ถึงจุดสูงสุด อีกทั้งยังพบว่าประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้เสียชีวิต เป็นผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี

ดังนั้น จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะต้องเร่งเข้าไปฉีดวัคซีนก่อนวัยอื่นๆ ซึ่งวัคซีนที่ไทยมีอยู่ในปัจจุบัน ยังถือว่าลดความรุนแรงของการติดเชื้อและการเสียชีวิตได้อยู่ แต่โอกาสในการลดการแพร่กระจายถือว่าน้อยลงไปมาก ซึ่งมาตรการจัดการโควิด-19 ต้องเป็นมาตรการที่จะต้องติดตามและต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยนั้น ยังถือว่ามีคลัสเตอร์อีกมากที่จะต้องมีมาตรการเข้าไปควบคุมให้อยู่ภายในพื้นที่ ซึ่งในขณะนี้โดยรวมถือว่าสังคมการ์ดไม่ตก ซึ่งการที่การ์ดไม่ตกนั้น อาจจะเห็นกราฟของการติดเชื้อในพื้นที่กรุงเทพฯ มีค่าความชันลดลง ซึ่งถ้าหากรักษาระยะของการป้องกันและควบคุมในรูปแบบนี้ได้ และเร่งในการฉีดวัคซีนให้ทั่วประเทศ ก็จะเริ่มเห็นผลบางอย่าง

แต่เนื่องจากปัจจุบันยังคงพบกิจกรรม เช่น การพบปะกัน การเข้าไปในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด ซึ่งหากทุกคนปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ภายในเดือนสิงหาคม-กันยายน อาจจะเห็นผลบวกจากการฉีดวัคซีน แต่ทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ว่าไม่มีสิ่งใดที่เข้ามาก่อให้เกิดการแพร่กระจายเพิ่มขึ้น

แชร์ให้เพื่อน :

คลิปเด่นประจำวัน

ติดตามข่าวสารผ่านทาง LINE

TOP NEWS Mobile Application

ติดตาม TOP NEWS ผ่านช่องทาง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาติทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก