3. คนไม่ได้อยู่บนท้องฟ้า ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญมาก นักอุตุนิยมวิทยามีหน้าที่และความเชี่ยวชาญหลักอยู่บน “ฟ้า” แต่เมื่อฝนตกลงมา มันไม่ได้ตกอยู่ในแบบจำลอง มันตกลงบน ภูเขา ป่า ลำห้วย แม่น้ำ เขื่อน เมือง ถนน ท่อระบายน้ำ ทุ่งนา และบ้านของคน
ดังนั้น การจะตอบคำถามว่า “ฝนก้อนนี้จะทำอะไร?” รู้เรื่องบรรยากาศอย่างเดียวอาจยังไม่พอ ต้องรู้ด้วยว่า มันกำลังตกลงบนอะไร ผมจึงมองการสื่อสารภัยพิบัติเป็นสามชั้นง่าย ๆ
SKY → LAND → PEOPLE
Atmosphere → Landscape → Livelihood
จากฟ้า ลงมาสู่ภูมิประเทศและระบบน้ำ แล้วจึงมาถึงชีวิตคน กรมอุตุนิยมวิทยาไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องบนผืนดินครับ แต่ ระบบเตือนภัยต้องมีคนรับไม้ต่อจากกรมอุตุนิยมวิทยา นี่เป็นคนละเรื่องกัน
4. ปัญหาใหญ่คือ ความรู้ของรัฐแยกเป็นกรม แต่ชีวิตประชาชนไม่ได้แยกเป็นกรม นี่อาจเป็นแก่นที่สำคัญที่สุด ระบบราชการจำเป็นต้องแบ่งงาน อากาศอยู่หน่วยหนึ่ง น้ำอยู่หน่วยหนึ่ง เขื่อนอยู่หน่วยหนึ่ง ดินถล่มอยู่อีกหน่วย ถนนอีกหน่วย ท้องถิ่นอีกหน่วย ในทางการบริหาร ไม่มีอะไรผิด แต่คนที่อยู่ในบ้านหนึ่งหลังไม่ได้รับภัยพิบัติแบบแยกกรม เขาได้รับพร้อมกันหมด ฝนตกบนภูเขา น้ำลงลำห้วย ลงแม่น้ำ แม่น้ำสูง ระบายออกไม่ได้ น้ำเข้าถนน ไฟดับ รถออกไม่ได้ ผู้สูงอายุอยู่ในบ้าน สำหรับประชาชน ทั้งหมดนี้คือเรื่องเดียวกัน
ดังนั้นเราอาจกำลังเจอ
> Mismatch ระหว่างโครงสร้างของความรู้ผู้เชี่ยวชาญ กับโครงสร้างความเข้าใจของมนุษย์ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนอาจถูกต้องในศาสตร์ของตัวเองทุกคน แต่ประชาชนยังไม่มี ภาพเดียว
5. แล้วภาระการประกอบภาพนี้ตกอยู่กับใคร? หลายครั้งตกอยู่กับ นักข่าว นักข่าวต้องรับข้อมูลจากกรมอุตุฯ ต่อด้วยกรมชลประทาน ต่อด้วย สทนช. ต่อด้วย ปภ. ต่อด้วยผู้ว่าฯ ต่อด้วยคนในพื้นที่ แล้วมีเวลาไม่กี่นาทีประกอบทั้งหมดออกมาเป็นเรื่องเดียวให้คนทั้งประเทศเข้าใจ
นี่เป็นงานที่ยากมาก และไม่ควรกลายเป็นว่าเราตำหนินักข่าวว่า “ไม่เข้าใจวิชาการ” เพราะในความเป็นจริง
> ระบบกำลังเอางาน Knowledge Integration ที่ยากที่สุด ไปวางไว้ปลายทาง บนคนที่มีเวลาน้อยที่สุด นักข่าวควรทำหน้าที่สื่อสารและตั้งคำถาม แต่ระบบต้นทางควรช่วยผลิต Integrated Meaning ให้เขาด้วย
6. เราจึงอาจต้องการ “คนเชื่อมความรู้” ผมยังไม่แน่ใจว่าควรเรียกตำแหน่งนี้ว่าอะไร
Knowledge Integrator
Knowledge Broker
Integrated Knowledge Interpreter
หรือชื่อภาษาไทยอะไรก็ตาม แต่หน้าที่ของเขาคือ > เอาความรู้ที่ถูกแยกออกเป็นหลายศาสตร์ กลับมาประกอบเป็นภาพเดียวของพื้นที่จริง คนแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าอุตุนิยมวิทยาเรื่องอากาศ ไม่ต้องเก่งกว่าวิศวกรเรื่องเขื่อน ไม่ต้องเก่งกว่านักธรณีวิทยาเรื่องดิน
แต่ต้อง รู้กว้างพอที่จะเชื่อม รู้ลึกพอที่จะไม่มั่ว รู้พื้นที่พอที่จะเห็นภาพ และสื่อสารเก่งพอที่จะทำให้คนอื่นเห็นภาพเดียวกัน และอาจไม่จำเป็นต้องเป็น “คนหนึ่งคน” อาจเป็น ทีมเล็ก ๆ ที่มีผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน และมีคนหนึ่งทำหน้าที่ประกอบภาพ
7. จาก War Room เป็น Decision Room ผมคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่น้ำท่วมหาดใหญ่ปีที่แล้ว ผู้นำจะลงพื้นที่ จะผัดข้าว จะพบประชาชน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผมอยากเห็นอีกภาพหนึ่งด้วย ผู้นำนั่งอยู่ในห้องสถานการณ์ มีจอข้อมูลหลายระบบ มีผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านอยู่ในห้องเดียวกัน
จอหนึ่งดูฝน
จอหนึ่งดูแม่น้ำ
จอหนึ่งดูเขื่อน
จอหนึ่งดูพื้นที่ท่วม
จอหนึ่งดูถนนและชุมชน
แล้วผู้บริหารถามว่า คืนนี้ตรงไหนน่าห่วงที่สุด? พรุ่งนี้น้ำก้อนนี้จะไปไหน? ถ้าฝนลงอีก พื้นที่ไหนรับไม่ไหว? เราต้องตัดสินใจอะไรตอนนี้? ประเทศไทยไม่ได้ขาดห้องแบบนี้ครับ หลายหน่วยงานมีทั้งห้อง มีจอ มีข้อมูล และมีผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว สิ่งที่อยากเห็นคือ ผู้มีอำนาจตัดสินใจเข้าไปใช้ข้อมูลเหล่านั้นจริง ๆ War Room จึงไม่ควรเป็นเพียงห้องรายงานสถานการณ์ มันควรเป็น Decision Room ที่เปลี่ยน Data → Integrated Situation Picture → Decision → Action
และที่สำคัญคือถ้าผู้บริหารกลับจากผัดข้าว มานั่งในห้องแบบนี้และแสดงว่าเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบหลายหน่วยจะรีบช่วยกันทำงานไม่ติดขัดกรอบภาระกิจหน้าที่ โดยอัตโนมัติ เพราะรู้ว่าผู้บริหารเขารู้ เขาดูอยู่ เขาเข้าใจ
8. แล้วออกจากห้องนั้น ต้องพูด “ภาษาคน” ห้องเดียวกันควรผลิตผลลัพธ์สองอย่าง ข้างในห้อง > วันนี้รัฐบาลต้องทำอะไร?
ออกจากห้อง > วันนี้ประชาชนต้องทำอะไร?
ทุกวันอาจสรุปเพียงไม่กี่นาทีว่า วันนี้อะไรดีขึ้น ตรงไหนแย่ลง คืนนี้พื้นที่ไหนต้องระวัง พรุ่งนี้ใครควรเตรียมอะไร และจะอัปเดตครั้งต่อไปเมื่อไร ประชาชนไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างที่อยู่บนจอใน War Room แต่ควรได้รับ Meaning ที่ออกมาจากข้อมูลเหล่านั้น
9. อย่ารอให้ “แน่นอน” จนประชาชนไม่มีเวลาเหลือ อีกบทเรียนหนึ่งจากเรื่องนี้คือเรื่อง Lead Time ประชาชนไม่ได้เรียกร้องให้นักพยากรณ์รู้อนาคต 100% ถ้าสถานการณ์เริ่มมีความเสี่ยง และพอมองเห็นแนวโน้มล่วงหน้า 2–3 วัน บอกเขาได้ครับ แต่บอกพร้อมความไม่แน่นอน เช่น
“ตอนนี้ยังไม่ยืนยันว่าจะท่วม แต่พื้นที่นี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขอให้เริ่มเตรียมของและติดตามข้อมูล”
ถ้าสองวันต่อมาแนวฝนเปลี่ยน ก็บอกใหม่ว่า “สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว” ประชาชนจำนวนมากไม่ได้โกรธที่เตรียมแล้วไม่ท่วม เพราะ
> เตรียมของแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าอยากเตรียม แต่ไม่มีเวลาให้เตรียม คำเตือนที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคำทำนายว่าอะไรจะเกิดขึ้นแน่นอน
แต่เป็น
> ข้อมูลที่ดีพอ และเร็วพอ ให้คนยังมีทางเลือกว่าจะทำอะไรกับความเสี่ยงนั้น
10. วันนี้กรมอุตุนิยมวิทยาแสดงให้เห็นแล้วว่า “ทำได้” และผมอยากบันทึกเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้ด้วย ช่วงบ่ายผมเห็นกรมอุตุนิยมวิทยาเริ่มใช้ข้อความง่ายขึ้น “บ่ายนี้ฝนยังไม่ยอมพัก!” “ฝนตก ๆ หยุด ๆ เป็นระยะ” “ใครเห็นฟ้าเงียบ ๆ อย่าเพิ่งวางใจ ฝนอาจมาเติมได้อีก” ภาพเรดาร์ยังอยู่ ข้อมูลยังอยู่ เวลาและพื้นที่ยังอยู่ วิชาการไม่ได้หายไปไหน
แต่คนเข้าใจง่ายขึ้น ตอนเย็นยิ่งน่าสนใจ กรมอุตุนิยมวิทยา Live อัปเดตเรดาร์และเปิดให้ประชาชนถาม–ตอบ ผมเห็นประชาชนเข้าไปชมและให้กำลังใจ มีคนบอกว่าอ่านง่ายขึ้น มีคนบอกว่าชอบ บางคนถึงกับบอกว่า รู้สึกน่าเชื่อ ถือขึ้น นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า
ภาษาคนไม่ได้ลดความน่าเชื่อถือของวิชาการ ในทางกลับกันเมื่อประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังพูดอะไร ความไว้วางใจอาจเพิ่มขึ้นด้วย
11. โมเดลที่ผมอยากเสนอ จากเดิมที่ผมคิดเพียง DATA → UNDERSTANDING → MEANING → ACTION
วันนี้ผมอยากเติมอีกคำหนึ่ง
DATA
↓
UNDERSTANDING
↓
MEANING
↓
ACTION
↓
TRUST
ข้อมูลที่ถูกต้องทำให้เกิดความเข้าใจ ความเข้าใจทำให้ข้อมูลมีความหมายกับชีวิต เมื่อมีความหมาย คนจึงตัดสินใจได้ เมื่อการตัดสินใจนั้นช่วยเขาได้ ความเชื่อถือจึงเกิดขึ้น
12. สุดท้าย “พูดภาษาคน” ไม่ได้แปลว่าพูดไม่เป็นวิชาการ ผมอยากย้ำตรงนี้มากที่สุด ผมไม่ได้อยากให้กรมอุตุนิยมวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญคนไหน ลดมาตรฐานวิชาการลง ตรงกันข้าม หลังบ้านต้องวิชาการให้หนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ ตรวจสอบข้อมูล เปรียบเทียบแบบจำลอง อภิปรายความไม่แน่นอน โต้เถียงกันให้เต็มที่ แต่เมื่อเดินออกมาหน้าบ้าน ช่วยบอกประชาชนให้ได้ว่า
> มีอะไร / ไม่มีอะไร
มันเกี่ยวอะไรกับชีวิตเขา เขาต้องทำอะไรเพิ่มหรือไม่ คนที่อยากรู้รายละเอียดค่อยเปิดชั้นวิชาการลงไปดูต่อ
ดังนั้น วิชาการอยู่หลังบ้านให้แน่น ภาษาคนอยู่หน้าบ้านให้ชัด สองอย่างนี้ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกันเลย มันควรอยู่ในระบบเดียวกัน
ประโยคที่ผมอยากเก็บไว้สำหรับพรุ่งนี้
> “ฝนไม่ได้ตกลงบนแผนที่ครับ
มันตกลงบนภูเขา แม่น้ำ เมือง ทุ่งนา และชีวิตของคน”
> “กรมอุตุนิยมวิทยาไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องบนผืนดิน
แต่ระบบเตือนภัยจำเป็นต้องมีคนรับไม้ต่อจากกรมอุตุนิยมวิทยา”
> “เราไม่ได้ขาดผู้เชี่ยวชาญ
เราอาจกำลังขาดคนและกระบวนการที่ประกอบความเชี่ยวชาญเหล่านั้นกลับมาเป็นภาพเดียวให้ประชาชน”
และสุดท้าย ผมคิดว่าสั้นที่สุดคือ
> ประชาชนไม่ได้ขอให้เรารู้อนาคต 100% เขาขอแค่รู้เร็วพอที่จะยังมีทางเลือก วันนี้เห็นกรมอุตุนิยมวิทยาเริ่มขยับเรื่องการสื่อสารแล้ว ผมอยากชมครับ ทำต่อครับ เพราะเป้าหมายสุดท้ายของข้อมูลภัยพิบัติ ไม่ใช่เพียงให้ประชาชน ได้รับข้อมูล แต่คือทำให้เขา เข้าใจสถานการณ์ ตัดสินใจได้ และดูแลชีวิตของตัวเองได้ทันเวลา นั่นต่างหากครับ คือความหมายของคำว่า “พูดภาษาคน”