วันที่ 27 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมภายในหมู่บ้านพฤกษาพนาลี 36 หมู่ 8 ต.คลองอุดมชลจร อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา หลังเกิดน้ำไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง โดยภายในหมู่บ้านมีบ้านเรือนมากกว่า 1,000 หลังคาเรือน หลายจุดมีน้ำท่วมสูงกว่า 80 เซนติเมตร รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้
ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังโกลาหล ชาวบ้านต่างเร่งขนย้ายข้าวของขึ้นที่สูงและทยอยอพยพออกจากพื้นที่ โดยบริเวณสะพานข้ามคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต มีรถยนต์ของชาวบ้านจอดเรียงรายสองฝั่งสะพาน เพื่อรอขนย้ายคนและสิ่งของออกจากหมู่บ้าน รวมถึงจอดหนีน้ำ ขณะที่รถออฟโรดของเจ้าหน้าที่กู้ภัยฉะเชิงเทรา กำลังฝ่าน้ำเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ยังติดอยู่ภายในหมู่บ้าน
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฉะเชิงเทรา จุดสุวินทวงศ์ ได้รับการประสานจาก นายธวัชชัย ขาวทอง อายุ 51 ปี ขอความช่วยเหลือให้เข้าไปเคลื่อนย้ายบุตรชายวัย 22 ปี ซึ่งเป็นผู้พิการและผู้ป่วยติดเตียง และต้องใช้เครื่องดูดเสมหะอยู่ตลอดเวลา ออกจากบ้านพัก เนื่องจากน้ำไหลเข้าท่วมอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่จึงเร่งเดินทางเข้าไปช่วยเหลือ แต่ระหว่างทางกลับพบเรือที่กำลังลำเลียง “น้องฉลาม” เด็กชายวัย 4 ขวบ ซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจและจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ตลอดเวลา เพื่ออพยพออกจากพื้นที่
ขณะนั้นฝนเริ่มตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ญาติของน้องฉลามได้ร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย เนื่องจากมีรถรอรับเด็กอยู่บริเวณด้านนอกหมู่บ้านแล้ว และเกรงว่าหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น จะยิ่งทำให้การเคลื่อนย้ายเด็กออกจากพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก

เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจเปลี่ยนภารกิจอย่างเร่งด่วน หันรถกลับเพื่อช่วยนำน้องฉลาม พร้อมคุณปู่วัย 86 ปี และคุณย่า ฝ่าน้ำออกจากพื้นที่ โดยเร่งพาทั้งหมดมายังบริเวณตีนสะพานข้ามคลองหน้าหมู่บ้าน ก่อนส่งต่อให้รถที่รอรับอยู่ด้านนอก พาน้องฉลามและครอบครัวออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย
จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงย้อนกลับเข้าไปในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อเดินหน้าภารกิจเดิม คือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงชายวัย 22 ปีออกจากบ้าน ก่อนนำตัวออกมาส่งให้ครอบครัวบริเวณด้านนอกได้อย่างปลอดภัย
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ภายในหมู่บ้านยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านบางส่วนพยายามนำกระสอบทรายมากั้นน้ำ แต่ไม่สามารถต้านกระแสน้ำได้ หลายบ้านต้องเร่งขนย้ายข้าวของขึ้นที่สูง เนื่องจากระดับน้ำเริ่มเข้าใกล้ปลั๊กไฟและจุดติดตั้งระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ทำให้คาดว่าอาจจำเป็นต้องตัดกระแสไฟฟ้าภายในหมู่บ้านเพื่อความปลอดภัย
นางรำพึง พิธาน อายุ 40 ปี พนักงานสนามบินสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ตนเองออกจากบ้านไปตั้งแต่ประมาณตี 4 ขณะนั้นน้ำยังไม่ท่วม แต่เมื่อกลับมาในวันนี้ถึงกับตกใจ เพราะระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถเดินทางเข้าไปยังบ้านได้ จึงต้องขออาศัยรถของเจ้าหน้าที่กู้ภัยพากลับเข้าไป

ด้าน นางสาวอุบลรัตน์ แก้วใส อายุ 48 ปี เปิดเผยว่า น้ำเริ่มเข้าพื้นที่มาตั้งแต่ประมาณ 2 วันก่อน แต่ยังมีปริมาณไม่มาก กระทั่งช่วงสายวันนี้ น้ำกลับไหลทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็วและเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องเร่งขนย้ายข้าวของขึ้นที่สูงและอพยพออกมาด้านนอก
ขณะที่ นายธวัชชัย ขาวทอง อายุ 51 ปี พ่อของผู้ป่วยติดเตียงวัย 22 ปี เปิดเผยว่า ยอมรับว่าไม่คิดว่าน้ำจะท่วมสูงและมาเร็วขนาดนี้ เพราะทุกปีที่ผ่านมา น้ำมักเอ่อล้นบริเวณรอบหมู่บ้านแล้วลดลง แต่ปีนี้น้ำมาเร็วและสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายลูกชายออกจากบ้านได้ จึงต้องรีบประสานขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยฉะเชิงเทรา จุดสุวินทวงศ์

ภาพ/ข่าว : อาษา / ปรีญาภรณ์ / จันทร์พิทักษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา


