นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เผยว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้รับแจ้งจากกรมชลประทาน ตามหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่า จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำในช่วง 1–9 วันข้างหน้า โดยในวันที่ 23 กันยายน 2569 ที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดว่าจะมีน้ำจากลำน้ำสาขาสมทบประมาณ 300–400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 2,100–2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งในอัตรา 400–450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 0.70–1.70 เมตร ในบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ได้แก่
เพื่อเตรียมพร้อมรับมือระดับน้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและลดผลกระทบต่อประชาชน จึงได้สั่งการให้ศูนย์ ปภ. เขต 1 ปทุมธานี เขต 2 สุพรรณบุรี และเขต 16 ชัยนาท จัดประชุมคณะทำงานประจำห้องปฏิบัติการ (War Room) เพื่อติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ พร้อมเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย รถปฏิบัติการ และกำลังพลให้พร้อมสนับสนุนจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบตลอด 24 ชั่วโมง หากประเมินว่ามีแนวโน้มเกิดภัยหรือสถานการณ์ขยายวงกว้าง ให้จัดเจ้าหน้าที่และชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) พร้อมเครื่องจักรกลและรถปฏิบัติการเข้าปฏิบัติงาน ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด โดยประสานการปฏิบัติกับสำนักงาน ปภ. จังหวัด รวมถึงสนับสนุนการจัดตั้งและบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว หากทรัพยากรไม่เพียงพอ ให้ประสานขอรับการสนับสนุนจากศูนย์ ปภ. เขตใกล้เคียง รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ให้ติดตามระดับน้ำและเตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงให้พ้นจากแนวน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัย