“ปฐม อินทโรดม” เตือนสติชาวกัมพูชา ใช้ตรรกะการปกครอง “อาณาจักรขอม” เคลมวัฒนธรรมไทยเป็นของเขมรมั่วๆไม่ได้ !!?

"ปฐม อินทโรดม" เตือนสติชาวกัมพูชา ใช้ตรรกะการปกครอง "อาณาจักรขอม" เคลมวัฒนธรรมไทยเป็นของเขมรมั่วๆไม่ได้ !!?

นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและธุรกิจดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom โดยระบุว่า เพจของผมมีเพื่อนชาวกัมพูชาติดตามอ่านอยู่มากอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสุภาพและมีเหตุผล แต่บางคนก็ทำให้ผมต้องกลับไปเปิดหนังสือประวัติศาสตร์อ่านใหม่ เพราะเพิ่งรู้ว่าโลกนี้มีหลักการประหลาด ๆ ที่ว่า ใครเคยปกครองใครมาก่อน ก็สามารถอ้างความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมของอีกฝ่ายได้ทั้งหมด!
ล่าสุดมีกรณีการนำภาพหญิงไทยในอดีตไปใช้ประกอบการนำเสนอวัฒนธรรมบนเวที Miss Universe Cambodia เมื่อฝ่ายไทยนำหลักฐานออกมาแสดงว่าเป็นภาพถ่ายหญิงสาวเมืองกำแพงเพชรในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งอยู่ในคอลเลกชันภาพถ่ายที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกของ UNESCO ก็มีชาวกัมพูชาบางคนออกมาโต้แย้งว่า เขมรเคยปกครองไทยมาก่อน ดังนั้นวัฒนธรรมไทยก็ต้องถือเป็นของเขมรด้วย!
ผมอ่านแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าตรรกะนี้ใช้ได้จริง ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกคงต้องกลับไปเปิดแผนที่ประวัติศาสตร์ แล้วเริ่มแย่งวัฒนธรรมกันใหม่ทั้งหมด… ลองคิดตามกันดูนะครับ

ข่าวที่น่าสนใจ

1. อิตาลีคงเป็นเจ้าของวัฒนธรรมเกือบครึ่งยุโรป เพราะจักรวรรดิโรมันเคยปกครองดินแดนที่ปัจจุบันเป็นฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และอังกฤษบางส่วน ถ้าใช้ตรรกะเดียวกัน อิตาลีในฐานะประเทศที่กรุงโรมตั้งอยู่ก็คงสามารถอ้างได้ว่า อาหารฝรั่งเศส แฟชั่นปารีส ไวน์สเปน และวัฒนธรรมอังกฤษทั้งหมดเป็นของตนเอง เพราะดินแดนเหล่านี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของโรมันมาก่อน
2. อังกฤษก็คงเป็นเจ้าของวัฒนธรรมอินเดียทั้งหมด เพราะอังกฤษเคยปกครองอินเดีย แต่เดี๋ยวก่อนครับ! อังกฤษเองก็เคยถูกโรมันปกครองในบางพื้นที่มาก่อน ถ้าอย่างนั้นอิตาลีจะอ้างความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมอินเดียผ่านอังกฤษต่ออีกทอดหนึ่งได้หรือไม่? สุดท้ายคงต้องย้อนประวัติศาสตร์กันไปเรื่อย ๆ จนไม่เหลือประเทศไหนมีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง
3. จีนก็คงเป็นเจ้าของวัฒนธรรมเวียดนามทั้งหมด เพราะเวียดนามเคยอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์จีนหลายยุคสมัย รวมระยะเวลายาวนานกว่าหนึ่งพันปี ถ้าใช้หลักการเดียวกัน จีนก็คงสามารถอ้างได้ว่าอาหารเวียดนาม ชุดอ่าวหญ่ายและวัฒนธรรมเวียดนามทั้งหมดเป็นของจีนเช่นกัน
4. แล้ววัฒนธรรมขอมเองล่ะ? อาณาจักรขอมโบราณได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียอย่างมาก ทั้งศาสนา ภาษา วรรณกรรม และศิลปะ หากถือว่าการได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมทำให้ทุกสิ่งต้องเป็นของผู้ที่มีอิทธิพลมาก่อน อินเดียก็คงสามารถอ้างว่าวัฒนธรรมขอมทั้งหมดเป็นของอินเดียได้เช่นกัน แม้การได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมกับการถูกปกครองจะเป็นคนละเรื่องกันก็ตาม
เห็นไหมครับว่า ถ้าเราใช้ตรรกะนี้กันจริง ๆ สุดท้ายคงไม่มีประเทศไหนเหลือวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง เพราะทุกประเทศต่างเคยปกครอง ถูกปกครอง หรือได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากประเทศอื่นมาแล้วทั้งนั้น
แน่นอนว่าอิตาลีในปัจจุบันไม่ใช่จักรวรรดิโรมัน เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยและกัมพูชาในปัจจุบันไม่ใช่อาณาจักรโบราณเมื่อพันปีก่อน แต่ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การนำประวัติศาสตร์การปกครองในอดีตมาอ้างความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมทั้งหมดในปัจจุบัน เป็นตรรกะที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างสมเหตุสมผล
และการที่อาณาจักรขอมโบราณเคยมีอิทธิพลเหนือดินแดนบางส่วนของไทย ก็ไม่ได้ทำให้ภาพถ่ายหญิงสาวเมืองกำแพงเพชรเมื่อ พ.ศ. 2449 กลายเป็นภาพหญิงชาวกัมพูชาไปได้
ประวัติศาสตร์ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ใช้แผนที่จักรวรรดิเมื่อพันปีก่อนมาเปลี่ยนสัญชาติให้คนในภาพถ่ายเมื่อร้อยกว่าปีก่อน!
ผมอยากฝากข้อคิดถึงเพื่อนชาวกัมพูชาทุกคนว่า การภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติตัวเองเป็นเรื่องที่ดีครับ คนไทยเองก็ภูมิใจในประวัติศาสตร์ของเราเช่นกัน แต่ความภูมิใจไม่จำเป็นต้องเกิดจากการพยายามทำให้วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นของตัวเอง
ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปเคยทำสงคราม แย่งชิงดินแดน และปกครองกันไปมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่ทุกวันนี้พวกเขาสามารถร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา โดยไม่จำเป็นต้องลบประวัติศาสตร์ของกันและกัน
ฝรั่งเศสไม่จำเป็นต้องปฏิเสธอิทธิพลของโรมันเพื่อรักษาความเป็นฝรั่งเศส อังกฤษไม่จำเป็นต้องปฏิเสธอดีตที่เคยถูกโรมันปกครองเพื่อรักษาความเป็นอังกฤษ และอิตาลีก็ไม่จำเป็นต้องประกาศความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมของประเทศเหล่านั้นเพื่อพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของตนเอง
ในวันที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI ประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันสร้างเทคโนโลยี พัฒนาคน ยกระดับเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ประชาชน ผมอยากเห็นทั้งไทยและกัมพูชาใช้พลังไปกับเรื่องเหล่านี้มากกว่าการทะเลาะกันว่าบรรพบุรุษของใครเคยปกครองใครเมื่อพันปีก่อน
ประวัติศาสตร์มีไว้ให้เราเรียนรู้ว่าเราเดินทางมาจากไหน ไม่ใช่มีไว้ให้เราใช้ชีวิตอยู่กับที่
เพราะสุดท้ายแล้ว ความยิ่งใหญ่ของประเทศไม่ได้วัดจากจำนวนดินแดนที่บรรพบุรุษเคยครอบครอง แต่วัดจากสิ่งที่คนรุ่นปัจจุบันสามารถสร้างขึ้นมาเพื่อส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต
ประเทศที่มัวแต่พิสูจน์ว่าบรรพบุรุษเคยยิ่งใหญ่เพียงใด อาจลืมถามตัวเองไปว่า แล้วคนรุ่นเรากำลังสร้างอะไรไว้ให้ลูกหลานภูมิใจบ้าง?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

เปิดตัว "น้ำตกวังดิน" พิกัดท่องเที่ยวสายลุยแห่งใหม่ อ.เมืองอุตรดิตถ์ จุดเด่นสายน้ำลดหลั่น 9 ชั้น สมบูรณ์ร่มรื่น
“สส.หนึ่ง” ลงพื้นที่แหลมกรวด ติดตามซ่อมท่าเทียบเรือ เร่งผลักดันใช้งานเต็มประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกประชาชน
ฮุนมาเน็ตลั่นกัมพูชาไม่ใช่ที่หลบภัยของสแกมเมอร์
ทรัมป์อ้างหยุดสงครามไทย-กัมพูชาบนเวที UNGA81
สมาชิกวุฒิสภาภาคเหนือตอนบน ร่วมฉลอง 77 ปี วันชาติจีน เชียงใหม่ย้ำมิตรภาพไทย–จีน เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือรอบด้าน
กัมพูชาโต้ไทยปมภาพถ่ายบนเวทีมิสยูนิเวิร์สอ้างเป็นหญิงเขมร

ดู LIVE รายการ