นายเอกนิติระบุว่า อัตราเงินเฟ้อล่าสุดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 10 จึงเป็นเหตุผลให้คณะรัฐมนตรีขยายมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยนำวงเงินที่เหลือประมาณ 44,000 ล้านบาท จากกรอบเงินกู้ 200,000 ล้านบาทแรกมาใช้
สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเพิ่มวงเงินในเดือนตุลาคมจากเดิม 300 บาท อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท พร้อมกันวงเงินรองรับผู้ได้รับสิทธิ จากปัจจุบันประมาณ 13.1 ล้านคน เพิ่มเป็นประมาณ 14-14.5 ล้านคน เพื่อรองรับผู้ที่อยู่ระหว่างการทบทวนสิทธิ
ส่วนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะได้รับวงเงินเพิ่มอีก 1,000 บาท และสามารถใช้ได้ตลอด 2 เดือน คือเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน เนื่องจากข้อมูลการใช้สิทธิในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าประชาชนหลายคนยังใช้วงเงินไม่หมด จึงขยายระยะเวลาให้สามารถใช้สิทธิได้ทั้งสองเดือน
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า เดิมโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 26 ล้านคน ในจำนวนนี้มีประมาณ 1 ล้านคนที่สามารถขยับไปใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้เหลือผู้ใช้สิทธิเดิมประมาณ 25 ล้านคน จากนั้นจะเพิ่มผู้ที่หลุดจากเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มตกหล่นอีกประมาณ 7.5 ล้านคน ทำให้โครงการไทยช่วยไทยพลัสรองรับประชาชนได้ประมาณ 32.5 ล้านคน เมื่อรวมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะสามารถดูแลประชาชนได้ประมาณ 47 ล้านคน ซึ่งทั้งสองมาตรการจะใช้งบประมาณรวมประมาณ 43,000 ล้านบาท จากวงเงินที่เหลืออยู่ประมาณ 44,000 ล้านบาท จึงยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มีต่อฐานะการคลังของประเทศไทย
ด้านนายลวรณยืนยันว่า รัฐบาลและกระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลัง โดยพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท แบ่งวงเงินออกเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท การขยายมาตรการครั้งนี้จะใช้เฉพาะวงเงินที่เหลือประมาณ 44,000 ล้านบาทจากส่วนแรก ซึ่งกำหนดไว้สำหรับการเยียวยาประชาชนเท่านั้น และจะไม่มีการโอนวงเงินจากส่วนที่สองมาใช้เพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าการขยายโครงการไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะยังมีเงินเหลือ แต่เป็นผลจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรง หลังจากก่อนหน้านี้มีแนวโน้มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับโครงการเดิมกำลังสิ้นสุดในเดือนกันยายน รัฐบาลจึงต้องพิจารณาแนวทางดูแลประชาชนต่อ โดยยังยึดวินัยการเงินการคลังไว้เช่นเดิม
สำหรับการทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ นายลวรณระบุว่า จะนำฐานข้อมูลเดิมมาตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ใหม่ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทุกหมู่บ้าน เพื่อเก็บตกประชาชนชายขอบและกลุ่มเปราะบางที่อาจหลุดจากระบบ รวมทั้งตรวจสอบร่วมกับฐานข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้ผู้ที่ควรได้รับสิทธิสามารถเข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้จริง
ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ที่ตกหล่น และผู้ที่ไม่เคยสมัครรับสิทธิใด ๆ จะได้รับการดูแลผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมประมาณ 32.5 ล้านคน โดยโครงการนี้เป็นระบบร่วมจ่าย หรือ Co-Pay ที่ช่วยทั้งประชาชน ร้านค้าขนาดไม่ใหญ่ และร้านค้า OTOP
ด้านนายวินิจกล่าวถึงรายละเอียดการทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า จากผู้ลงทะเบียนประมาณ 18.8 ล้านราย เบื้องต้นมีผู้ผ่านเกณฑ์รอบแรกประมาณ 9.5 ล้านราย และอยู่ระหว่างขอทบทวนสิทธิประมาณ 5 ล้านราย โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ปรับเกณฑ์บางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น
สำหรับเกณฑ์นักเรียนและนักศึกษา จะไม่รวมผู้ที่อยู่ในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ หรือกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ขณะที่เกณฑ์การเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ ผู้ถือหุ้น หรือกรรมการบริษัท จะไม่รวมวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน
ส่วนผู้ที่มีบัญชีหลักทรัพย์หรือตราสารหนี้ จะได้รับการยกเว้นในกรณีที่ไม่เคยมีธุรกรรมซื้อขาย หรือมีมูลค่าหุ้นและตราสารหนี้ไม่เกิน 5,000 บาท เนื่องจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ผู้ที่มีมูลค่าการลงทุนน้อยหรือเปิดบัญชีทิ้งไว้ ไม่ได้มีเจตนามุ่งค้าในเรื่องดังกล่าว
