AFP และ AP รายงานว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวานนี้ (พุธที่ 16 กย.) ตามเวลาท้องถิ่น ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับระหว่าง 3.75% ถึง 4.00% ซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นการปรับครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 หรือในรอบ 3 ปี โดยไม่สนใจข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
เควิน วอร์ช ประธานเฟดได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงถึงการตัดสินใจที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยว่าเป็นความจำเป็นในการจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับ “สูงเกินไป” และยืดเยื้อมา “นานเกินไป” และว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่ของเฟดส่งสัญญาณว่ามีความเป็นไปได้ที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปีนี้
ครัวเรือนและภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงเกินเป้าหมายมาเป็นเวลาหลายปี โดยราคาสินค้ายังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากสงครามอิหร่าน และนโยบายการตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ รวมทั้งจากกระแสความนิยมด้าน AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ด้านทรัมป์ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย โดยเรียกการตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็นการต่อต้านเขา และมีเหตุผลทางการเมืองแอบแฝง ทรัมป์ได้โพสต์ผ่านทรูธ ว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐควรจะอยู่ที่ 1% หรือน้อยกว่านั้น พร้อมกับเรียกร้องให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ยลงโดยทันที
อย่างไรก็ตามทรัมป์ไม่ได้ตำหนิหรือใช้คำพูดรุนแรงโจมตีวอร์ช เหมือนกับที่เคยทำกับเจอโรม พาวเวลล์ อดีตประธานเฟด เนื่องจากเขาเป็นคนแต่งตั้งวอร์ชขึ้นมากับมือเมื่่อต้นปีที่ผ่านมา หลังพาวเวลล์พ้นวาระ ซึ่งหลังรับตำแหน่ง วอร์ชให้คำมั่นว่าจะรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯในการกำหนดนโยบายการเงิน ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับทำเนียบขาวให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในประเด็นอื่นๆ
ก่อนหน้านี้ เฟดได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมมาตั้งแต่เดือนมกราคม เพื่อรอดูผลกระทบจากภาวะราคาพลังงานพุ่งสูงอันเนื่องมาจากสงครามกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา เฟดเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เนื่องจากสงครามยังคงยืดเยื้อและราคาสินค้ายังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงาน โดยดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือนสิงหาคมอยู่ที่ระดับ 3.4% ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่กำหนดไว้ที่ระดับ 2% อย่างมาก

