หน้ามั่นมาก “สหัสวัต” สส.ส้ม ออกตัวป้องก๊วน 3 นิ้วติดคุก ลั่นถ้าคิดนิรโทษคดีการเมือง ต้องไม่ตัดความผิดมาตรา 112 ทิ้งจากร่างกม.

หน้ามั่นมาก "สหัสวัต" สส.ส้ม ออกตัวป้องก๊วน 3 นิ้วติดคุก ลั่นถ้าคิดนิรโทษคดีการเมือง ต้องไม่ตัดความผิดมาตรา 112 ทิ้งจากร่างกม.

หน้ามั่นมาก “สหัสวัต” สส.ส้ม ออกตัวป้องก๊วน 3 นิ้วติดคุก ลั่นถ้าคิดนิรโทษคดีการเมือง ต้องไม่ตัดความผิดมาตรา 112 ทิ้งจากร่างกม.

 

ข่าวที่น่าสนใจ

8 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายสหัสวัต คุ้มคง สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปราย ร่างพระราชบัญญัติ สร้างเสริมสังคมสันติสุข (เป็นเรื่องที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และส่งคืนให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา) ว่า ตนเองไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับร่างมาตรา 11 ที่มุ่งเป้านิรโทษกรรม ให้ กับเยาวชน แต่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมวรรค 2 มาให้ ไม่รวมมาตรา 112 เข้าไป จึงขอตั้งคำถามต่อรัฐสภา และขอโน้มน้าวรัฐสภา ว่าทำไมเรา นิรโทษกรรมคดีจากกฎหมายคดีอาญามาตรา 112 การพูดเรื่องนิรโทษกรรมมาตรา 112 เข้ามาด้วยไม่ใช่การบอกว่าทุกถ้อยคำ ทุกการกระทำ หรือทุกการแสดงออกในอดีตไม่มีปัญหา และไม่ใช่การบอกว่าสังคมไทยไม่ควรมีขอบเขตในการใช้เสรีภาพ แต่คำถามที่เรากำลังพิจารณาในสภาแห่งนี้สำคัญกว่านั้น ในช่วงที่ประเทศเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงมาตรา 112 ถูกใช้ในลักษณะใด ถูกใช้กับใคร ถูกใช้เพื่อคุ้มครองสถาบันตามเจตนารมณ์ทางกฎหมายจริงหรือไม่ หรือในรายกรณีถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

 

จึงทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งกลายเป็นจำเลยของรัฐ เพียงเพราะตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ หรือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยสันติ นี้คือเหตุผลที่เราต้องพูดเรื่องมาตรา 112 อย่างมีวุฒิภาวะ และต้องพูดด้วยความซื่อสัตย์ต่อประวัติศาสตร์ ถ้าเราพูด 112 ออกไปตั้งแต่ต้น เรากำลังบอกประชาชนว่า ความเจ็บปวดของพวกเขา ไม่ใช่ความเจ็บปวดทางการเมือง มาบอกคนหนุ่มสาวนักศึกษา นักกิจกรรม นักวิชาการและครอบครัวของผู้ถูกดำเนินคดีว่า ชีวิตที่เสียไปในเรือนจำ โอกาสทางการศึกษา อาชีพ สุขภาพ ไม่ได้อยู่ในสายตาของรัฐสภาหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นนิรโทษกรรม ก็จะไม่ใช่การปรองดอง เป็นการเลือกปรองดองเฉพาะบางฝ่าย ให้อภัยเฉพาะบางคน และเลือกมองไม่เห็นเฉพาะบางบาดแผล

และปัญหาของกฎหมายตัวนี้ มีปัญหาอยู่ที่ถ้อยคำของกฎหมาย ที่มีความกว้างและอาศัยการตีความ ที่ทำให้ไม่มีความแน่นอนตรง ผลของกฎหมายฉบับนี้มาตรานี้ ไม่ได้ทำงานเฉพาะ ในศาล แต่ทำงานในความกลัวของผู้คน ในห้องเรียนในมหาวิทยาลัยในที่ต่างๆ นี่คือสิ่งที่นักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชนเรียกว่า chilling effect ผลสะเทือนที่ทำให้คนไม่กล้าพูด ไม่กล้าคิดไม่กล้าตั้งคำถาม แม้ในเรื่องที่ควรจะพูดได้ในระบอบประชาธิปไตย เช่นงบประมาณ การบริหารราชการแผ่นดิน บทบาทหน่วยงานของรัฐ หรือการตรวจสอบนโยบายสาธารณะ

 

นายสหัสวัต กล่าวต่อว่า ถ้าย้อนกลับไปโทษจำคุก 3 ปีถึง 5 ปี ของมาตรา 112 ไม่ได้เกิดขึ้นมาในบรรยากาศ ประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง แต่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม หลังรัฐประหารปี 2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ออกคำสั่งที่ 41

แก้ไขเพิ่มโทษมาตรา 112 จากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็น 3 ถึง 15 ปี นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีโทษอย่างรุนแรง และโครงสร้างโทษดังกล่าวยังอยู่กับสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน

 

ทั้งนี้โทษรุนแรงของปัจจุบันมาจากการรัฐประหาร 2519 และคือมรดกของยุคที่เชื่อว่าความมั่นคง เกิดจากการให้ประชาชนเงียบ และวันนี้เยาวชนในยุคปัจจุบัน เป็นคนแบกรับผลของมัน ถูกดำเนินคดี ถูกคุมขัง ปฏิเสธสิทธิ์ประกันตัว เพียงเพราะเกิดในยุคที่ประชาชนกล้าตั้งคำถามมากขึ้น แต่กฎหมายยังติดกับความกลัวของรัฐ เกือบครึ่งศตวรรษที่แล้ว นี่คือความไม่เป็นธรรมการนิรโทษกรรมคดี 112 จึงไม่ใช่การช่วยคนบางกลุ่มออกจากคดี แต่คือการยอมรับว่ารัฐไทยเคยใช้กฎหมายอาญาจัดการความขัดแย้งทางการเมืองเกินกว่าเหตุ และสังคมไทยไม่ควรให้ปล่อยให้คนหนึ่งรุ่น ต้องจ่ายราคาความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ แทนคนทั้งสังคม หลักการนิรโทษกรรมทางการเมืองไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ความขัดแย้งทางการเมืองไม่เคยแก้ได้ด้วยเอาคนเห็นต่างไปขังคุก แต่การสร้างความมั่นคงต้องตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ไม่ใช่ความหวาดกลัว ต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรมไม่ใช่เลือกปฏิบัติ

 

ปัญหามาตรา 112 มีอย่างน้อย 4 ชั้น

 

ชั้น1.คือ ปัญหาความไม่ชัดเจนของกฎหมาย ถ้อยคำหมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้าย ไม่ได้อยู่ในบริบทของสถาบันการเมืองที่มีความอ่อนไหว ต้องมีขอบเขตที่ชัดเจนมากกว่ากฎหมายอาญาทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติการอภิปรายเชิงวิชาการ ผ่านการตั้งคำถามเรื่องงบประมาณ การที่พูดถึงบทบาทของหน่วยงานรัฐ ที่เกี่ยวข้องก็ถูกตีความเป็นความผิด เมื่อกฎหมายไม่ชัดคนที่มีอำนาจย่อมได้เปรียบ ประชาชนต้องเป็นฝ่ายเซ็นเตอร์ตัวเอง

 

 

ชั้น2. ปัญหาโทษไม่ได้สัดส่วน โทษจำคุก 3 ปีสูงสุด 15 ปี เป็นโทษที่รุนแรงมาก เมื่อเทียบกับลักษณะของการแสดงออกทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อหลายคดีเกิดจากคำพูด ใต้การแชร์การโพสต์

 

 

ชั้น3. ปัญหากระบวนการยุติธรรมก่อนคำพิพากษา การถูกดำเนินคดี 112 ไม่ได้เริ่มลงโทษในวันที่มีคำพิพากษาแล้ว แต่เริ่มลงโทษตั้งแต่วันที่ถูกกล่าวหา หลายคนต้องใช้เวลาหลายปีในการสู้คดี ทุกคนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ปฏิเสธประกันตัว แต่ความเป็นจริงต่อให้แต่ท้ายศาลยกฟ้อง ชีวิตจำนวนมากก็ถูกลงโทษไปแล้ว อย่างกรณีของบุ้งเนติพรที่เสียชีวิตไปแล้วในเรือนจำ แต่คดีถูกยกฟ้องในภายหลัง

 

 

ชั้น 4. ปัญหาทางการเมืองและสังคม มาตรา 112 ในรูปแบบที่เป็นอยู่ ไม่ได้ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งเสมอไป ตรงกันข้ามการเปิดให้ประชาชนกล่าวหา กันเอง การใช้คดีเล่นงานคู่ขัดแย้ง และผลักความเห็นต่างเข้าสู่กระบวนการทางอาญา ทำให้สถาบันถูกดึงเข้ามาอยู่กลางความขัดแย้งมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลอย่างยิ่งว่าทำไม การนิรโทษกรรมคดี 112 จึงจำเป็นอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม การปกป้องสถาบันในระบอบประชาธิปไตย ต้องไม่ทำลายหลักนิติรัฐ ต้องไม่ทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การนิรโทษกรรมคดี 112 ควรถูกออกแบบอย่างรอบคอบ มีหลักเกณฑ์และต้องไม่ตัดออกตั้งแต่ต้น และปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่คดีทางการเมือง แต่เป็นคดีความมั่นคง ทั้งที่ในความเป็นจริงหลายคดีเกิดขึ้นจากการชุมนุมทางการเมือง การวิจารณ์นโยบายรัฐ และเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยจ่ายราคามามากพอแล้ว กับการเมืองที่ไม่เชื่อใจประชาชน เราจ่ายราคาด้วยเสรีภาพของคนจำนวนมาก ด้วยความเงียบในมหาวิทยาลัย ด้วยความกลัวในสื่อ ด้วยความระแวงในสังคม และด้วยชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับคดีอาญา เขากล้าถามคำถามที่คนรุ่นก่อนไม่กล้าถาม

 

ตนขอยืนยันหากจะนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างจริงใจ คดีมาตรา 112 ต้องไม่ถูกตัดออกจากการพิจารณาโดยอัตโนมัติ เพราะการนิรโทษกรรมที่มองไม่เห็น ผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 พี่การปรองดองไม่ครบถ้วนคือการปล่อยให้บาดแผลที่ใหญ่ที่สุดแผลหนึ่งของสังคมไทยยังคงเปิดอยู่ ถ้าเราไม่แตะคดี 112 เราจะไม่มีวันปิดบาดแผลทางการเมืองตลอดหลายสิบปีนี้ได้ และสังคมไทยพร้อมจะออกจากการเมือง ใช้กฎหมายมาจัดการคนเห็นต่างได้จริง เราต้องไม่กลัวการพูดความจริงว่ามาตรา 112 มีปัญหาเราต้องไม่กลัวการยอมรับว่า กฎหมายนี้ถูกใช้ในบริบทความขัดแย้งทางการเมือง และเราต้องไม่กลัวที่จะให้อภัยประชาชนที่ออกมาใช้เสรีภาพโดยสันติ เพราะท้ายที่สุด การให้อภัยประชาชนไม่ใช่ความอ่อนแอของรัฐ แต่คือความเข้มแข็งของประชาธิปไตย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

“ดร.โอฬาร” ลั่นกกต.ไม่ใช่ "บุรุษไปรษณีย์" รับทุกข้อกล่าวหาส่งศาลหมดไม่ต้องตรวจสอบ ชี้รธน.มาตรา 266 ระบุชัด ต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่ไม่สุจริต"
ทำอะไรได้มั๊ยเนี่ย?? "UN"อ้างข้อเท็จจริง ควรเชื่อได้ "สหรัฐ" เป็นชาติก่ออาชญากรรมสงคราม เหตุโจมตีโรงเรียน-เขตที่อยู่อาศัย อิหร่าน พลเรือนเสียชีวิตกว่า 200 คน
เข้าทางพ่อค้าอาวุธ!!! "สหรัฐ" ไฟเขียวขายเครื่องบิน F-35 ล็อตใหญ่ 48 ลำ มูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ซาอุฯ เพิ่มดุลกำลังรบเขตตะวันออกกลาง!???
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม "CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME" ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
"กรมราชทัณฑ์" จับมือ "พิพิธภัณฑ์บ้านดำ-ไอคอนสยาม" เปิดพื้นที่โชว์ "พลังแห่งศิลป์เหนือพันธนาการ" The Power of Art Beyond Barriers

ดู LIVE รายการ