ถอดรหัสนายกฯ “อนุทิน” ทำไม กอ.รมน.” ต้องอยู่คู่ชาติ

เจาะลึกทำไม “กอ.รมน.” ยุบไม่ได้ต้องอยู่คู่ชาติ เผยนี่คือกระดูกสันหลังที่เชื่อมโยงทหาร-ตำรวจ-พลเรือนเป็นหนึ่งเดียวมั่วประเทศ พร้อมเปิดหน้างานจริงในสมรภูมิดับไฟใต้ และการรับมือสงครามภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่หน่วยงานปกติทำไม่ได้

ถอดรหัสนายกฯ “อนุทิน” ทำไม กอ.รมน.” ต้องอยู่คู่ชาติ – Top News รายงาน

 

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้งหลังนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.ระหว่างการประชุมพิจารณางบประมาณปี 2570 โดยชี้ว่ามีภารกิจและบุคลากรซ้ำซ้อนกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ และตำรวจ อีกทั้งยังสิ้นเปลืองงบประมาณนับพันล้านบาท แถมยังเล่นแรงด้วยการออกมาระบุว่า ผลงานเด่นของ กอ.รมน. ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมามีเพียงคดีลอบยิง สส. โดยเรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ยืนกรานว่า “กอ.รมน. ยุบไม่ได้ เพราะอยู่คู่ชาติมานาน ซึ่งคำพูดนี้ได้ถูกพรรคประชาชน และมวลชนสามนิ้วเรียงหน้าโจมตีว่าคำพูดของนายกฯเป็นคำตอบที่ไร้ตรรกะที่สุด”

 

ทั้งนี้หากพิจารณาอย่างรอบด้านโดยปราศจากอคติทางการเมือง การที่ กอ.รมน. ถูกเรียกว่าเป็นหน่วยงานที่ “คู่กับชาติ” มีเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 1. บูรณาการ 3 ฝ่าย ทหาร-ตำรวจ-พลเรือน ระบบราชการไทยมักทำงานแบบแยกส่วน แต่ กอ.รมน. ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ พ.ศ. 2551 ถูกออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดนั้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ มีทหารเป็นเสนาธิการ และมีพลเรือนร่วมขับเคลื่อน ในยามเกิดภัยคุกคาม เช่น ไฟใต้ ภัยพิบัติร้ายแรง หรือการลักลอบเข้าเมือง หากใช้กฎหมายปกติจะต้องขออนุมัติตามสายงานซึ่งล่าช้า แต่ภายใต้กลไก กอ.รมน. นายกฯ สามารถสั่งการให้ทุกหน่วยงานเคลื่อนไหวพร้อมกันได้ทันที

2. รับมือ “ภัยคุกคามรูปแบบใหม่” ความมั่นคงในปัจจุบันไม่ใช่แค่สงครามระหว่างประเทศ แต่เป็นภัยเงียบจากภายในที่หน่วยงานปกติไม่มีกำลังพลเพียงพอจะปราบปราม เช่น ภัยยาเสพติดและกลุ่มอิทธิพลชายแดน: กอ.รมน.ภาค 1-4 เป็นแกนหลักร่วมกับกองกำลังป้องกันชายแดนในการสกัดกั้นยาเสพติดและทุนสีเทา
นอกจากนี้ยังมีภัยไซเบอร์และการบิดเบือนข้อมูล ซึ่ง กอ.รมน.มีหน้าที่เฝ้าระวังข่าวปลอมที่กระทบต่อความมั่นคงและสร้างความแตกแยกในสังคม

3. โครงสร้าง “กอ.รมน.จังหวัด” ตาข่ายความมั่นคงฐานราก
กอ.รมน. ไม่ได้มีบทบาทแค่ในกรุงเทพฯ หรือชายแดนใต้ แต่มีโครงสร้างครบทั้ง 76 จังหวัด โดยกฎหมายกำหนดให้ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” นั่งเป็น ผอ.รมน.จังหวัด โดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูล และกำลังพลตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปถึงหน่วยงานท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัครประชาชน เช่น ชรบ. หรือ อปพร. ดังนี้หากยุบโครงสร้างนี้ ตาข่ายเฝ้าระวังภัยระดับชุมชนทั่วประเทศจะขาดงบประมาณและยุทธวิธีสนับสนุนทันที

 

ข่าวที่น่าสนใจ

ขณะเดียวกันการทำหน้าที่รักษาความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของสงขลานั้น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าถือเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อน 3 กลไกหลัก ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ฝ่ายความมั่นคงมองว่า หากขาดกลไกนี้ไป ระบบการป้องกันภัยในพื้นที่ชายแดนใต้อาจพังทลายลงทันที

1.กลไกเชิงรับ-รุก ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยเขตเมือง และชุมชน การป้องกันการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่แค่การตั้งบังเกอร์ แต่ กอ.รมน. วางระบบการป้องกัน และจำกัดพื้นที่เคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงไว้อย่างเป็นระบบ คือ การสกัดกั้นแนวชายแดน และพื้นที่เซฟโซน รวมถึงการควบคุมแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ช่องทางธรรมชาติ และการตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด ร่วมระหว่างทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อตัดวงจรการขนย้ายอาวุธ และวัตถุระเบิดเข้ามายังเขตเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ กอ.รมน.ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยในเขตเมืองใหญ่ เช่น อ.เมืองยะลา, หาดใหญ่ หรือ อ.สุไหงโก-ลกโดย กอ.รมน. ถือเป็นผู้บูรณาการติดตั้ง และเชื่อมโยงระบบกล้อง CCTV, การจัดระเบียบยานพาหนะ และการทำฐานข้อมูลประวัติบุคคลเฝ้าระวังเพื่อแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุ (Early Warning)

2. กลไกเชิงรุกด้วยงานข่าวกรอง และการจำกัดการปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม สิ่งที่คนนอกพื้นที่อาจไม่เคยเห็นคือการทำงานเชิงรุกด้านการข่าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการ “ดับแผน” ก่อนที่ระเบิดจะทำงาน โดย “กอ.รมน.” ถือเป็นศูนย์กลางรวมข่าวกรองจากทั้งทหาร , สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และตำรวจสันติบาล นำมารวมไว้ที่จุดเดียว ทำให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของกลุ่มผู้ก่อเหตุได้อย่างแม่นยำ

ขณะเดียวกัน กอ.รมน.ยังดำเนินยุทธการกดดันในพื้นที่ป่าภูเขาด้วยการจัดชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ลาดตระเวน และพิสูจน์ทราบในพื้นที่ต้องสงสัย บนเทือกเขาหรือป่าลึก เพื่อทำลายแหล่งพักพิงชั่วคราวและคลังอาวุธของกลุ่มผู้ก่อเหตุ เป็นการตัดโอกาสในการวางแผนโจมตีชุมชน

 

 

3. กลไกภาคประชาชน “ตาข่ายความมั่นคง”: ดึงกำลังภาคประชาชนเข้ามาเป็นแนวร่วมเนื่องจากกำลังทหารและตำรวจมีจำกัด โดยฝึกอบรมและสนับสนุนชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และอาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน (อรบ.) ทั้งไทยพุทธและมุสลิมให้ดูแลบ้านเกิดตัวเองได้ในขั้นต้น

 

 

ปัจจุบันปัญหาภาคใต้เป็น “สงครามรูปแบบใหม่”ที่ผู้ก่อเหตุกลมกลืนไปกับประชาชน ซึ่งการจะป้องกันเหตุได้จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) และโครงสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่นสูง ดังนั้นหากมีการยุบ กอ.รมน. ตามที่คนบางกลุ่มเสนอ โดยไม่มีกลไกอื่นที่มีอำนาจเทียบเท่ามารองรับทันที สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ:
1.ช่องว่างด้านการข่าว เพราะหน่วยงานต่าง ๆ จะกลับไปทำงานแยกส่วน ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกันเหมือนอดีต
2.การสั่งการที่ล่าช้า: เมื่อเกิดเหตุวิกฤต การประสานงานข้ามกระทรวง (กลาโหม, มหาดไทย, ยุติธรรม) จะต้องผ่านขั้นตอนระบบราชการปกติ ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในหลักนาที
3.กองกำลังภาคประชาชนขาดงบหนุนเสริม: ทั้ง ชรบ. และ อาสาสมัครในพื้นที่อาจขาดงบประมาณและการฝึกฝนที่ต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ชุมชนอ่อนแอลง

นี่จึงเป็นเหตุผลเชิงประจักษ์ในหน้างานว่า ทำไมนายกฯและฝ่ายความมั่นคง จึงมองว่ากลไกของ กอ.รมน. ในการป้องกันประเทศและดับไฟใต้อย่างเป็นระบบนั้น “จำเป็นต้องมีไว้คู่กับชาติ” เพื่อรักษาความสงบสุขและอธิปไตยของดินแดนด้ามขวานไทยเอาไว้

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

เครื่องติดแล้ว!! "ทนายตั้ม" เดินหน้าลุยแหลก นัดเครือข่ายคนพิการฯ ยื่นหนังสือนายกฯ ร้องขอเป็นธรรมรื้อโควตาสลากฯโดนโกง ลั่นหลักฐานพร้อมมาก!??
โคราชเปิดปฏิบัติการฟ้าสาง บุกจับแก๊งตระเวนลักมันสำปะหลัง ชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 20 ราย พบ 2 ผู้ต้องหา ซ่อนตัวในห้องน้ำกลางความมืด
เส้นทางชีวิตเซียน!! "โทน บางแค" ส่งคืนทรัพย์สิน 11 รายการ บ้านที่ดิน รถยนต์ Bentley นาฬิกา-กระเป๋าแบรนด์เนม ให้ "มาดามเก่ง" แล้ว ตีมูลค่าให้ 60 ล้าน เหลือหนี้ค้างจ่ายอีกกว่า 262 ล้าน
เจ้าหน้าที่รวบ "อัสนัน" ตามหมายจับ พบเชื่อมโยง ลอบวางเพลิงโรงโม่หินยะลา
เพิ่มมั่นใจแก้ศก.ถูกทาง!!! "3 สถาบันจัดอันดับโลก" ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือไทย เป็นระดับ "มีเสถียรภาพ" ผลพวงการเมืองมั่นคง นโยบายการคลัง เอื้อการลงทุนต่างชาติ
ขัดใจท่านผู้นำ!! "ทรัมป์" สั่งแบนสื่อระดับโลกเข้าทำเนียบขาว อ้างนำเสนอข่าวปลอม โดนโต้รัวๆนี่คือการละเมิดสิทธตามรัฐธรรมนูญ

ดู LIVE รายการ