ขณะเดียวกันเมื่อตรวจสอบย้อนกลับไปดูวิธีการทำงานของ “หมออ๋อง” นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตสส.และ อดีตกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 กลับพบว่ามีกระแสวิจารณ์เชิงลบอย่างหนัก
โดยเฉพาะกรณีที่ถูกวิพากษ์การใช้งบประมาณของสภาฯ เพื่อการโปรโมทตนเอง ทั้ง ๆ ที่ พรรคก้าวไกล เคยทำเป็นนโยบายข้อห่้ามปฏิบัติ ตามข้อมูลที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2566) “หมออ๋อง” ใช้งบฯของประธานสภาคนที่ 1 ซึ่งคาดการณ์ว่ามียอดเงิน จำนวน 2 ล้านบาทต่อปี ไปจัดเลี้ยงหมูกะทะให้กับแม่บ้านสภาฯหลายร้อยคน และแม่บ้านทุกคน ได้รับคูปอง เขียนว่า Gift Voucher โดยมีชื่อของ นายปดิพัทธ์ พิมพ์กำกับไว้ในคูปองด้วย เพื่อนำมาแสดงก่อนเข้าร้าน


ต่อมา น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของงบก้อนนี้ ให้ใช้เพื่อรับรองแขกบ้านแขกเมืองเป็นหลัก ในแต่ละปีจะมีคณะบุคคลหลากหลายมาขอเข้าพบประธานและรองตลอดปี เช่น คณะผู้แทนราษฎรหรือส่วนงานนิติบัญญัติจากต่างประเทศ ทูต ผู้แทนกระทรวง หรือคณะบุคคลจากรัฐบาลและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีวาระตามจุดประสงค์ของทั้งสองฝ่าย
งบก้อนนี้ไม่ใช่งบสวัสดิการพนักงาน มิฉะนั้นประธานและรองก็สามารถเอางบนี้พาพนักงานไปเที่ยวเล่นได้ทั้งปีโดยอ้างเหตุผลต่างๆได้ นี่คือการใช้งบผิดประเภท
นี่จึงเป็นความสุ่มเสี่ยงถูกมองว่าเป็นการ “หาเสียง” ด้วยการสร้างภาพกับกลุ่มผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของพรรคก้าวไกล โดยนำกลุ่มแม่บ้านสภาขึ้นมาเป็นตัวแทนประกอบฉาก ด้วยงบประมาณของรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลด้วยว่า วันที่ 18 ก.ย.2566 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือ หมออ๋อง รองประธานสภาฯ คนที่ 1 นำคณะ รวม 12 คน เดินทางไปเยือนประเทศสิงคโปร์ ในช่วงวันที่ 21-25 ก.ย.66 ผ่านการเซ็นอนุมัติงบจำนวน 1,379,250 บาท อ้างว่าเพื่อไปศึกษาดูงานด้านระบบสารสนเทศการประชุม การบริหารจัดการแรงงานของคนไทย และการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
แต่ภารกิจดังกล่าวได้ทำเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากมีการตั้งเรื่องอนุมัติอย่างเร่งรีบ ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการแผนและงบประมาณปี 2566 รวมถึงการเดินทางไปสิงคโปร์ครั้งนี้ หน่วยงานหรือบุคคลของทางสิงคโปร์ไม่ได้เชิญ แต่นายปดิพัทธ์ มอบหมายให้กลุ่มงานพิธีการทูต สำนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นผู้ประสานไปยังสิงคโปร์เอง
โดยตัวเลข งบประมาณที่สื่อมวลชนนำเสนอ ครั้งแรกมียอด จำนวน 1,379,250 บาท แบ่งเป็นค่าบัตรโดยสารเครื่องบินสายการบินไทย ไป-กลับ กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ 438,750 บาท ค่าเบี้ยเลี้ยง 120,400 บาท ค่าเช่าที่พัก 425,000 บาท ค่ารับรอง 200,000 บาท ค่าของที่ระลึก 30,000 บาท ค่าเช่าพาหนะในต่างประเทศ 150,000 บาท ค่าธรรมเนียมจัดทำหนังสือเดินทางราชการ 11,000 บาท และค่ายานพหนะขนสัมภาระเดินทางไป-กลับท่าอาศยาน 4,000 บาท
งบประมาณที่เบิกจ่ายสำหรับ สส. อยู่ที่คนละ 114,650 บาท แบ่งเป็นค่าบัตรโดยสารรเครื่องบินไป-กลับ 51,250 บาท ค่าเบี้ยเลี้ยง 4 วัน วันละ 3,100 บาท รวม 12,400 บาท ค่าที่พัก (พักเดี่ยว) 50,000 บาท และค่าจัดทำหนังสือเดินทาง 1,000 บาท ส่วนของนายปดิพัทธ์ มียอดจ่ายรวม 494,650 บาท โดยได้สิทธิค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าที่พัก เท่ากับ สส.คนอื่น แต่มียอดเพิ่มเติมในส่วนของค่ารับรอง 200,000 บาท ค่ายานพาหนะ 150,000 บาท และค่าของที่ระลึก
และแม้ภายหลัง “หมออ๋อง” จะอ้างว่า งบประมาณใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ได้เป็นไปตามที่กำหนดเป็นกรอบไว้ครั้งแรก และงบประมาณที่ตั้งไว้ เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลัง แต่กรณีดังกล่าวถือเป็นประเด็นที่ทำให้บทบาทรองประธานสภาฯถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นข้อมูลถูกบันทึกไว้ ในช่วงการปฏิบัติหน้าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ของ “หมออ๋อง” นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตสส.และ อดีตกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ซึ่ง นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน อาจนึกไม่ถึงหรือหลีกเลี่ยงจะพูด แต่เลือกวิพากษ์วิจารณ์ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุผลทางการเมือง เพียงเพราะมีนโยบาย ข้าราชการตำรวจสภาฯ จัดเวรยืนเคารพธงชาติ ทุกวัน ในเวลา 8.00 และ 18.00 น.เท่านั้้น

ขณะที่ผ่านมา นายโสภณ ในฐานะประธานรัฐสภา และ สภาผู้แทนราษฎร มีการแสดงผลงานอย่างชัดเจน ได้แก่
1.การการวางรากฐานกฎหมายสูงสุดขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานรัฐสภา นายโสภณใช้แนวทางผลักดันการร่างหรือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีความเสถียรภาพ โดยเน้นย้ำในที่ประชุมนโยบายว่าต้องสร้างรัฐธรรมนูญที่สมดุลกับวิถีชีวิตคนไทย เพื่อที่จะไม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีกต่อไปในอนาคต” เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างกติกาการเมืองที่ยั่งยืนและลดความจำเป็นในการแก้ไขบ่อยครั้งในอนาคต
2. รื้อกฎหมายล้าสมัย นายโสภณมอบนโยบายให้ สถาบันพระปกเกล้า นำผลงานวิจัยมาใช้ทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่ใช้มานาน (บางฉบับเกือบ 100 ปี) และไม่เข้ากับยุคสมัย เพื่อขับเคลื่อน และลดอุปสรรคในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม


3. เชื่อมโยงระบบนิติบัญญัติเชิงรุก โดยปรับเปลี่ยนบทบาทของสภาจากการ “ตั้งรับ” (รอฝ่ายบริหารเสนอกฎหมาย) มาเป็นการรวบรวมปัญหาข้อกฎหมายจากความเดือดร้อนของประชาชนและงานวิจัย เพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอย่างเป็นระบบ
4.ใช้อำนาจลงนามยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นมติการปรับขึ้นค่าตอบแทนของผู้ช่วยดำเนินงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการของ สส. และ สว. โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และให้กลับไปใช้บัญชีอัตราค่าตอบแทนเดิม และนำงบประมาณกลับมาใช้ในอัตราเดิมตามสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน
5.เปิดพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชนด้วยการขยายเวลาเปิดโอกาสให้ สส. หารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในสภาฯเพิ่มเป็น 1 ชั่วโมงครึ่ง และเปิดช่องให้ สส. ยื่นเรื่องร้องเรียนถึงรัฐบาลได้โดยตรงเพื่อแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น


6.โครงการสภาผู้แทนราษฎรพบปะประชาชน เพื่อส่งเสริมบทบาทสภาผู้แทนราษฎรแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ โดยกำหนดให้สถาบันนิติบัญญัติใช้กฎหมายขับเคลื่อนแก้ปัญหายาเสพติดด้วยการดึงพรรคการเมือง, หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชนเขับเคลื่อนประเทศ
7. สภาฯ ดิจิทัลขับเคลื่อนระบบการปรึกษาหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในรูปแบบลายลักษณ์อักษร” เพื่อส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง โดยมีกระบวนการใกล้เคียงกับการหารือด้วยวาจา เพราะจะมีการแสดงผลบนจอภายในห้องประชุม เพื่อให้เห็นจำนวนผู้ยื่นหารืออย่างชัดเจน
8. “ยกระดับรัฐสภายุคใหม่ ด้วยโครงการปรับปรุงห้องสารนิเทศ เพื่อการเรียนรู้ และการสื่อสารด้วยรูปแบบกระบวนการใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์สร้างภาพหรือสื่อจำลอง 3 มิติ (3 D Visual ) เพื่อรองรับให้กลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยครบวงจร และเป็นพื้นที่ค้นคว้าสำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนในยุคดิจิทัล
9. เปิดรับกลไกภาคประชาชนเข้าสู่งานนิติบัญญัติ: มุ่งเน้นการปรับปรุงระบบสื่อของรัฐสภา (สถานีวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา) ให้เชื่อมโยงและดึงเยาวชนรวมถึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้กลไกทางกฎหมายและการทำงานของสภาในยุคดิจิทัลมากขึ้น
10. ปรับโฉมรัฐสภาสู่สาธารณะด้วยการเปิดพื้นที่รัฐสภาเป็นแลนด์มาร์คใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับการท่องเที่ยว พักผ่อน และจัดแสดงสินค้าจากทุกจังหวัด เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน













