ย้อนคดีฉาว “เครื่องออกกำลังกาย กทม.103 ล้าน” สู่บทลงโทษ “600 บ.”

ย้อนรอยคดีฉาวทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม. 103 ล้านบาทกับผลสอบวินัยฉาวลงโทษตัดเงินเดือน 12 ข้าราชการ กทม.พันทุจริตแค่ 600 บาท

ย้อนคดีฉาว “เครื่องออกกำลังกาย กทม.103 ล้าน” สู่บทลงโทษ “600 บ.” – Top News รายงาน

ชัชชาติ

 

กลายเป็นเรื่องร้อนที่ยิงตรงไปที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกม. ในฐานะผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เบอร์ 9 สำหรับปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระดับ103 ล้านบาท แต่ล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2569 คดีนี้ได้กลายเป็นข้อพิพาทรุนแรงระหว่างฝ่ายตรวจสอบและฝ่ายบริหาร กทม. หลังจากคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง กทม. มีมติชี้ว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งมีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และเสนอบทลงโทษด้วยการตัดเงินเดือน 2% หรือประมาณ 600 บาท ซึ่งเรื่องนี้ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเบาเกินไปหรือไม่เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้คดีฉาวทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เริ่มต้น และถูกเปิดโปงเมื่อโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. เริ่มต้นดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงปี 2565 ถึงปี 2567 แต่ต่อมาช่วงกลางปี 2567 ได้พบความผิดปกติในการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายสำหรับศูนย์กีฬา และสวนสาธารณะหลายแห่งในกรุงเทพฯ รวมทั้งหมด 24 โครงการ ซึ่งเข้าข่ายการทุจริตเชิงโครงสร้าง และงบประมาณแปรญัตติรวมมูลค่าความเสียหายระดับ 103.2 ล้านบาท

สำหรับการตรวจสอบที่สร้างความตื่นตะลึงให้สังคมมากที่สุด คือ การจัดซื้อลู่วิ่งไฟฟ้าในราคาตั้งต้นสูงถึง 750,000 บาทต่อเครื่อง ซึ่งเป็นราคาแบบการก้าวกระโดด เมื่อเปรียบเทียบกับราคากลางเดิมในยุคหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม. คนก่อน (ช่วงปี 2563-2564) โดยลู่วิ่งสเปกใกล้เคียงกันถูกจัดซื้อในราคาประมาณ 250,000 บาท แต่ในโครงการปี 2566 ราคากลางกลับถูกปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 3 เท่าตัวอย่างไร้เหตุผล

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ

สำหรับการทุจริตดังกล่าวใช้วิธีล็อกข้อกำหนด (TOR) โดยเจ้าหน้าที่ใช้วิธีเขียนข้อกำหนดคุณสมบัติสินค้าแบบเจาะจงส่งผลให้มีสินค้าเพียงยี่ห้อเดียวในตลาดที่ผ่านเกณฑ์ (ล็อกสเปก) โดยพบว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องคือ เป็นเครือข่ายกลุ่มเอกชนรายเดิมที่วนเวียนเข้ามาเสนอราคาและรับงาน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าบางบริษัทเพิ่งจดทะเบียนตั้งไข่ใหม่ และไม่มีประวัติการทำงาน แต่เจ้าหน้าที่ กทม. กลับไปขอใบเสนอราคา ถือเป็นการส่อเจตนาสมรู้ร่วมคิดเพื่อดันราคาให้สูงเกินจริง

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2567 นายชัชชาติ ผู้ว่าฯกทม. เซ็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาทันทีหลังจากศูนย์ต่อต้านทุจริต กทม. (ศตท.กทม.) และ ป.ป.ช. ลงพื้นที่สุ่มตรวจแล้วพบมูลความผิดเบื้องต้น 7 โครงการ คือ 1. ศูนย์มิตรไมตรี 11 ล้านบาท 2.ศูนย์อ่อนนุช 15.6 ล้านบาท 3. ศูนย์วัดดอกไม้ 11.5 ล้านบาท 4.ศูนย์เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา 12.1 ล้านบาท 5.ศูนย์นันทนาการ สังกัดสำนักนันทนาการ 17.9 ล้านบาท 6. ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) 11.1 ล้านบาท และครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถภาพผู้สูงอายุ 24 ล้าน รวมเป็นงบกว่า 103.2 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามผลสอบสวนเบื้องต้นกรรมการชุดนี้สรุปว่ามีข้าราชการเข้าข่ายเอี่ยวทุจริตล็อตแรกจำนวน 25 ราย โดยเกี่ยวข้องกับการกำหนดสเปกและราคากลางที่ไม่โปร่งใส จากนั้นในล็อตที่สองมีการตรวจสอบพบว่า ข้าราชการอีก 7 รายเกี่ยวข้อง รวม 32 ราย

ต่อมา ในช่วงต้นปี 2568 ถึงปี 2569 คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงที่ถูกตั้งขึ้นสรุปผลสอบว่า เจ้าหน้าที่กทม. 20 ราย ไม่มีความผิด ขณะที่อีก 12 รายมีความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง โดยบทลงโทษเป็นที่ขัดใจสังคม เนื่องจากคณะกรรมการเสนอให้ลงโทษเพียงแค่ ตัดเงินเดือน 2% ซึ่งเมื่อคำนวณจากฐานเงินเดือนข้าราชการแล้ว คิดเป็นเงินค่าปรับเพียงประมาณ 600 บาทต่อคน ทำให้เกิดการตั้งคำถามจากสังคมอย่างรุนแรงว่าเป็นการ “ฟอกขาว” หรือไม่

 

 

อย่างไรก็ตามจากบทการลงโทษดังกล่าวส่งผลให้ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กทม.พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสงสัยในผลสอบของคณะกรรมการดังกล่าว พร้อมโต้แย้งว่า กทม. มีการตัดตอนสำนวน โดยกทม.เลือกตั้งกรรมการสอบสวนเจาะลึกเพียง 7 โครงการนำร่อง (โครงการที่ซื้อลู่วิ่งตัวละ 7.5 แสน) แต่กลับละเลยอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งมีการจัดซื้อลู่วิ่งราคาสูงเกินจริงตัวละ 500,000 บาทโดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ชุดเดียวกัน ทำให้ไม่สามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่

 

 

ภายหลังหลังกระแสข่าวค่าปรับ 600 บาทหลุดออกไป นายชัชชาติ และ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ออกมาชี้แจงทันทีว่า ผลสอบตัดเงินเดือนดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติของคดี โดยฝ่ายบริหารและคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (บอร์ด ก.ก.) ยืนยันว่า รับไม่ได้กับโทษที่เบาเกินไป จึงมีมติ ตีกลับสำนวน และสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มเติมทันทีเนื่องจากข้อเท็จจริงยังคลุมเครือ พร้อมส่งเอกสารหลักฐานทั้งหมดให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบควบคู่กันไป

นายชัชชาติ และรศ.ดร.ทวิด ยังยืนยันว่า ผลจากคดีอื้อฉาวนี้ทำให้ กทม. ต้องยกเครื่องระบบเสนองบประมาณใหม่ทั้งหมด โดยกำหนดให้ทุกโครงการจัดซื้อหลังจากนี้ต้องยื่นรายละเอียด คุณสมบัติพัสดุ และที่มาของราคากลางอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการล็อกสเปกซ้ำรอยเดิมอีก

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

เชียงใหม่-เปิดเวที Pitching ไอเดียพัฒนา “สันป่าข่อย–วัดเกตุ” สู่ย่านต้นแบบ Digital Nomad
ทร.แจงปมเหลือผู้ผ่านเกณฑ์เพียงรายเดียวทำไมเดินหน้า "เรือฟริเกต" ต่อ
ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงกรณีปฏิบัติการ "ปราบเซียนนครพิงค์" พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
เผยโฉมผู้เนรมิต "ผ้าไหมแพรวา" ราชินีแห่งไหมไทย สู่การสร้างสรรค์ผืนผ้า ที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับจินตนาการใหม่ สู่ลวดลายการ์ตูนเซเลอร์มูน เชื่อมสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ "ในหลวง-ราชินี" โปรดเกล้าฯ ผู้ว่านราฯเชิญแจกันดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบสมาชิกอส. สุคิริน ได้รับบาดเจ็บโดนลอบบึ้ม ยิงซ้ำ!!
‘นายกอรัญญา สุวรรณบุตร‘ ผลักดันการศึกษา แถลงข่าวการแข่งขันกีฬานักเรียน นวบูรพา KRASAGAMES 2026

ดู LIVE รายการ