ที่น่าพิจารณาคือ ผลสำรวจชุดนี้มีนัยสำคัญทางสังคมศาสตร์อย่างมาก เพราะสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เห็น AI เป็นเครื่องมือด้านปากท้อง เศรษฐกิจ ความเท่าเทียม การศึกษา ความปลอดภัย และความมั่นคงของประเทศ กล่าวคือ AI ในสายตาประชาชนคือ “เครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิต” มากกว่า “เครื่องมือทางเทคนิค”
ที่น่าสนใจคือ ความช่วยเหลือที่ประชาชนต้องการ หากรัฐบาลสนับสนุน AI พบว่า ประชาชนต้องการเงินสนับสนุนหรือคูปอง AI ร้อยละ 48.9 ต้องการอบรมการใช้ AI ร้อยละ 47.3 ต้องการศูนย์เรียนรู้ AI ในชุมชน ร้อยละ 41.6 ต้องการการสนับสนุนด้านการฝึกอบรมหรือการเรียนรู้เพิ่มเติม ร้อยละ 39.8 และต้องการที่ปรึกษาของประชาชนผู้ใช้ AI ร้อยละ 32.7
ที่น่าพิจารณาคือ ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.7 เห็นควรให้รัฐบาลเดินหน้าการส่งเสริมการใช้ AI ผ่าน TH-AI Passport โดยร้อยละ 33.6 สนับสนุนการเดินหน้าโครงการภายใต้หลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร้อยละ 30.1 เห็นควรเดินหน้าต่อพร้อมปรับปรุงรายละเอียดบางประการ ขณะที่ร้อยละ 23.4 ยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ และร้อยละ 12.9 เห็นควรยกเลิกโครงการ
ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากพร้อมสนับสนุนแนวคิด TH-AI Passport หากโครงการดำเนินการตาม TOR อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีตัวชี้วัดชัดเจน และรายงานผลต่อสาธารณะ ไม่ใช่วัดความสำเร็จจากจำนวนกิจกรรมหรือการใช้จ่ายงบประมาณเท่านั้น แต่ต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริง
เมื่อสังเคราะห์ผลการศึกษาทั้งหมด พบว่า ประชาชนไทยกำลังส่งสัญญาณ 5 ประการต่อผู้กำหนดนโยบาย
ประการแรก AI กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของประชาชนแล้ว เพราะประชาชนมากกว่า 9 ใน 10 รู้จัก AI และมากกว่า 7 ใน 10 เคยใช้ AI ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
ประการที่สอง ประชาชนต้องการให้ AI ตอบโจทย์ปากท้องเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ
ประการที่สาม ประชาชนต้องการความเท่าเทียมในการเข้าถึง AI เพื่อไม่ให้ AI กลายเป็นเครื่องมือเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างคนเมืองกับชนบท คนมีโอกาสกับคนขาดโอกาส
ประการที่สี่ ประชาชนมอง AI เป็นเครื่องมือพัฒนาคน ทั้งด้านการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการยกระดับทักษะแรงงานไทย
ประการที่ห้า ประชาชนต้องการให้โครงการ TH-AI Passport ดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่จับต้องได้
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผลสำรวจครั้งนี้ คือ รัฐควรขับเคลื่อน TH-AI Passport ในฐานะ “นโยบายพัฒนาทุนมนุษย์แห่งชาติ” ไม่ใช่เพียงโครงการด้านเทคโนโลยี โดยควรกำหนดเป้าหมายหลัก 5 ด้าน ได้แก่ หนึ่ง เพิ่มรายได้ประชาชน สอง ลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สาม สร้างการเข้าถึง AI อย่างเท่าเทียม สี่ พัฒนาการศึกษาและทักษะแรงงาน และห้า สร้างระบบธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้
สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเสนอว่า ความสำเร็จของ TH-AI Passport ควรวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริง เช่น ประชาชนใช้ AI สร้างรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ เกษตรกรลดต้นทุนได้หรือไม่ ผู้ประกอบการรายย่อยขายสินค้าได้มากขึ้นหรือไม่ นักเรียนและแรงงานได้รับทักษะใหม่หรือไม่ และกลุ่มเปราะบางเข้าถึงโอกาสใหม่ได้หรือไม่ กล่าวโดยสรุปผลสำรวจครั้งนี้ชี้ว่า ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธ AI แต่ต้องการ AI ที่ช่วยชีวิตจริง ช่วยอาชีพจริง ช่วยรายได้จริง และต้องการให้รัฐดำเนินนโยบายอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์แท้จริงต่อประชาชน สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ
