“ทนายบิ๊กโจ๊ก” ยื่นประธานรัฐสภา ชี้สอบสวนผิดขั้นตอนตั้งแต่ต้น ขอศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระ

”บิ๊กโจ๊ก สู้ไม่ถอย“ ส่งทนายความยื่นหนังสือถึง ประธานวุฒิสภา ตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวนกองบังคับการ ปปป. และ ป.ป.ช ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

“ทนายบิ๊กโจ๊ก” ยื่นประธานรัฐสภา ชี้สอบสวนผิดขั้นตอนตั้งแต่ต้น ขอศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระ – Top News รายงาน

 

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่รัฐสภา นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมทีมทนายความ เข้ายื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวนกองบังคับการ ปปป. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการสอบสวนและดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ ป.ป.ช. และบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือไม่

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากข้อกล่าวหาเรื่องการให้สินบนเป็นทองคำ ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 236 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 หมวด 4 ว่าด้วยการดำเนินคดีต่อกรรมการ ป.ป.ช. มาตรา 49 ถึงมาตรา 56 รวมถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 45 โดยมีเจ้าหน้าที่กลุ่มงานรับเรื่องราวร้องทุกข์สำนักงานประธานวุฒิสภาเป็นตัวแทนรับหนังสือ

นายสัญญาภัชระ ได้ชี้แจงโดยอธิบายไล่เรียงไทม์ไลน์ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการใช้เวลานาน 40 นาที โดยระบุว่า วันนี้ตัวเองในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ได้มายื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ขอความเป็นธรรมและขอให้รัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลฎีกา เพื่อพิจารณาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่ากระบวนการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ ป.ป.ช. และบุคคลอื่น เริ่มต้นไม่ถูกต้องตามกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก

 

ข่าวที่น่าสนใจ

นายสัญญาภัชระ ระบุว่า คดีนี้มีลักษณะกล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช. และบุคคลอื่นมีความเกี่ยวข้องกันในฐานะตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ซึ่งตามกฎหมาย ป.ป.ช. ไม่สามารถตรวจสอบตนเองได้ จะต้องใช้กลไกพิเศษผ่านรัฐสภา ก่อนส่งต่อให้ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ การที่พนักงานสอบสวนของตำรวจดำเนินการสอบสวนเชิงลึก แถลงข่าว และส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. จึงเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะตำรวจมีอำนาจเพียงรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเบื้องต้นเท่านั้น

นายสัญญาภัชระ ยังชี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการ “ติดกระดุมเม็ดแรกผิด” ส่งผลให้กระบวนการสอบสวนทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อีกทั้งเมื่อจุดเริ่มต้นไม่ถูกต้อง การสอบสวนและพยานหลักฐานที่ได้มาอาจตกอยู่ภายใต้หลัก “ต้นไม้พิษ” ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมได้

เมื่อถามถึงกรณีข้อสงสัยว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีใหญ่ หากต้องกลับไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่จะทำให้ล่าช้าหรือไม่ นายสัญญาภัชระ ย้ำว่า ประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องของการตัดสินใจว่าจะเริ่มหรือไม่เริ่มคดีใหม่ แต่เป็นเรื่องของ ข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้ชัดเจนและจำเป็นต้องปฏิบัติตาม

 

 

ทนายความ ระบุว่า ในช่วงแรกที่ได้รับข้อกล่าวหา ฝ่ายพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ทราบข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน คือการถูกกล่าวหาโดยบุคคลหนึ่งเท่านั้น และตนทำหน้าที่เป็นทนายความให้พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์เพียงรายเดียว จากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 6 คน จึงไม่สามารถให้รายละเอียดในส่วนของผู้ถูกกล่าวหารายอื่นได้ ต่อมาเมื่อมีการติดตามข่าว พบว่าการดำเนินคดีมีการขยายผลไปถึงลักษณะของการกระทำความผิดที่เข้าข่าย ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน และมีความเชื่อมโยงกับ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งทำให้คดีนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. โดยเฉพาะ

นายสัญญาภัชระ อธิบายว่า กฎหมายในหมวด 4 มาตรา 49–56 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า หากมีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. กระทำความผิดร่วมกับบุคคลอื่น ไม่ว่าจะในฐานะใด ต้องดำเนินคดีไปพร้อมกันทั้งหมดในกระบวนการเดียวกัน และไม่สามารถแยกส่วนหรือใช้กระบวนการสอบสวนปกติของพนักงานสอบสวนตำรวจได้

เมื่อพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เริ่มดำเนินการทั้งที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย จึงถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการที่ผิดขั้นตอน และยังเข้าข่าย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในคดีนี้

 

 

 

 

 

นอกจากนี้ นายสัญญาภัชระ ยังย้ำว่า คดีลักษณะนี้ไม่สามารถแยกสำนวนได้ เนื่องจากมีการกล่าวหาเป็นการกระทำต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันทั้งหมด จึงต้องเข้าสู่กระบวนการเดียวกันตามกฎหมายว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยผ่านคณะผู้ไต่สวนอิสระที่แต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกา เพื่อให้เกิดความเป็นกลางและความเป็นธรรม

ทนายความ ยืนยันว่า การยื่นร้องครั้งนี้ไม่ใช่การถ่วงเวลาหรือประวิงคดี แต่เป็นการเรียกร้องให้เริ่มต้นกระบวนการตามกฎหมายให้ถูกต้อง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม พร้อมระบุว่าคดีนี้ถือเป็นกรณีแรกที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และจำเป็นต้องใช้กลไกที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

 

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงตัวพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล ว่าจะออกมาชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ รวมถึงกระแสข่าวที่ระบุว่าอาจหลบหนีหรือเดินทางออกนอกประเทศ
นายสัญญาภัชระ ยืนยันว่า พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ยังคงอยู่ในประเทศและสามารถติดต่อได้ตามปกติ ไม่ได้หลบหนีตามที่มีกระแสข่าว พร้อมระบุว่า ตนพบและพูดคุยกับบิ๊กโจ๊กอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นายสัญญาภัชระ ระบุว่า พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์เลือกที่จะไม่ออกมาชี้แจงรายละเอียดผ่านสื่อเพิ่มเติมในขณะนี้ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดการชี้นำหรือโต้เถียงกันในทางสังคม โดยขอยืนยันหลักการให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายในแต่ละชั้น ไม่ว่าจะเป็นชั้นพนักงานสอบสวน, ป.ป.ช., รัฐสภา หรือชั้นศาล

ทนายความ ย้ำว่า การดำเนินการในวันนี้ไม่ใช่การถ่วงเวลาคดีหรือสร้างเงื่อนไขทางการเมือง แต่เป็นการเรียกร้องให้เริ่มต้นกระบวนการตามกฎหมายให้ถูกต้อง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม และยืนยันว่าหากเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้อง พร้อมให้ความร่วมมือในทุกขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ANNARA Residences เปิดวิลล่าหรู ใกล้หาดบางเทา
NIA จับมืออุทยานวิทยาศาสตร์ ม.อ. จัด Regional Innovation Roadshow ที่กระบี่
สำนักนายกฯ จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี69 ให้บุตรเจ้าหน้าที่ ส่งเสริมตระหนักคุณค่าความเป็นไทย วัฒนธรรม และสถาบันหลักของชาติ
"วิทยุการบินฯ" วางมาตรการบริหารจราจรทางอากาศ พร้อมรองรับแอร์โชว์ วันเด็กแห่งชาติ 69 แนะประชาชนเผื่อเวลาเดินทาง
"เอกสิทธิ์" เดินสายช่วยผู้สมัครสส."ปวงชนไทย" หาเสียง "ตลาดบองมาเช่-ประชานิเวศน์" รับปากผู้ค้าทำจริง ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน-โอกาสธุรกิจนายจ้าง
ราชบุรี/// ดราม่าไข่เจียวจานละ 400 ตลาดน้ำดำเนินสะดวก

ดู LIVE รายการ

เราใช้ คุ้กกี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น​