“ทนาย” ยื่นร้อง ค้าน ป.ป.ช. ส่งสำนวนกลับ ตร. หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม ยัน “บิ๊กโจ๊ก” ยังอยู่ไทย ไม่คิดหนี พร้อมสู้ถึงที่สุด

ทนายความของบิ๊กโจ๊ก ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. คัดค้านส่งสำนวนกลับพนักงานสอบสวนด้วย 4 เหตุผล เผยคดีต้องเดินหน้าต่อ ไม่ใช่ถอยหลังกลับมาที่ตำรวจ ชี้การที่ตำรวจแถลงเปิดคดีเมื่อวานนี้ อาจเข้าข่ายเปิดเผยความลับราชการ ยืนยัน “บิ๊กโจ๊ก” ยังอยู่ในไทย พร้อมสู้คดีเต็มที่

“ทนาย” ยื่นร้อง ค้าน ป.ป.ช. ส่งสำนวนกลับ ตร. หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม ยัน “บิ๊กโจ๊ก” ยังอยู่ไทย ไม่คิดหนี พร้อมสู้ถึงที่สุด – Top News รายงาน

 

 

หลังจากที่ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ทั้ง 2 คณะ ในคดีติดสินบนทองคำน้ำหนักรวม 246 บาท ต่อกรรมการ ป.ป ช. ในความผิดตามมาตรา 157 เมื่อวานนี้ (6 ม.ค.69) ที่ สน.พหลโยธิน ซึ่งกล่าวหาว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นผู้กระทำความผิด ตามที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งเป็นผู้กล่าวโทษ

 

 

บิ๊กโจ๊ก

 

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา (7 ม.ค.69) นายสัญญาภัชระ ได้เดินทางไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการส่งสำนวนคดีนี้ คืนสู่คณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ โดยให้ ป.ป.ช. ทำคดีนี้ต่อไป หลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้กับ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา

โดยนายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ในวันนี้ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบพิจารณาในคดีดังกล่าว รวมทั้งแสดงเจตจำนงคัดค้านต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ให้ส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ ตามมาตรา 61 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 โดยระบุเหตุผลในการคัดค้านการส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ ใน 4 ประเด็น ดังนี้

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ

1.เนื่องจากที่มาของพยานหลักฐานในคดีนี้ อาจมีข้อโต้แย้งทางกฎหมาย หรือมีที่มาที่มิชอบด้วยกฎหมาย

2.พยานบุคคลในคดีนี้อาจถูกจูงใจด้วยสัญญา หรือผลประโยชน์อื่นใด รวมทั้งอาจจะถูกขู่เข็ญบังคับ เพื่อให้ถ้อยคำกับคณะพนักงานสอบสวน เป็นการปรักปรำให้ร้ายผู้ถูกกล่าวหา

3.เนื่องจากคณะพนักงานสอบสวนไม่พิจารณาดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ที่ยอมรับในข้อเท็จจริงว่า เป็นผู้ให้ทองกับกรรมการ ป.ป.ช.

และ 4.เรื่องความชอบธรรมของคณะพนักงานสอบสวนที่นายตำรวจบางนายเป็นคู่กรณีขัดแย้งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า การที่คณะพนักงานสอบสวนแถลง และเปิดพยานหลักฐานในคดีดังกล่าวเมื่อวานนี้ อาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่อยู่ในชั้นการสอบสวนของ ป.ป.ช. ต่อสื่อมวลชน จึงเข้าข่ายว่าอาจเป็นการเปิดเผยความลับทางราชการ อันขัดมาตรา 36 และ 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และข้อ 6 แห่งระเบียบ ป.ป.ช. ในเรื่องการไต่สวน รวมทั้งมาตรา 164 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

 

 

นายสัญญาภัชระ อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า คดีนี้เมื่อคณะพนักงานสอบสวนเลือกที่จะส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นการส่งล่วงหน้าก่อนที่จะครบกำหนดให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นคำให้การเพิ่มเติม ต่อคณะพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 15 มกราคม 2569 กระบวนการสอบสวนก็ต้องเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงควรให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนต่อไปถึงชั้นพนักงานอัยการ และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

สำหรับการพิจารณาส่งสำนวนกลับไปยังตำรวจนั้น ถือว่าเป็นการถอยหลังทางคดี และเกรงว่าจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น ยิ่งนายตำรวจในคณะพนักงานสอบสวนบางคนเป็นคู่กรณีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมทางคดี

อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ ก็คงจะก้าวล่วงอะไรไม่ได้ เพราะถือเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. แต่มองว่าคดีนี้เราต้องเดินหน้าต่อ ไม่ใช่ถอยหลังกลับ โดยส่วนตัวเป็นทนายความมากว่า 32 ปี เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยที่ยังหวังพึ่งได้ ดังนั้นจึงเชื่อแน่นอนว่า จะไม่มีการช่วยเหลือกันในชั้น ป.ป.ช. พร้อมทั้งมั่นใจว่า ป.ป.ช. คงไม่เสียหลักการด้วยเรื่องเพียงแค่นี้

 

ส่วน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น เมื่อเช้านี้ตนเองก็เพิ่งนำเอกสารเข้าไปให้เซ็น และได้พูดคุยกัน ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้มีความกังวลอะไร และยืนยันว่าจะต่อสู้คดีนี้ถึงที่สุด พร้อมพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เพียงแค่พยานหลักฐานในชั้นสอบสวนต้องชอบด้วยกฎหมาย ยังย้ำว่าคดีที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีข้อเท็จจริงอะไรที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และตัวท่านเองก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อีกทั้งยังยืนยันในความบริสุทธิ์ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ตัวท่านเองยืนยันว่า ยังอยู่ในประเทศไทย เพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการ จะไม่หนีไปไหนแน่นอน แต่ถ้าจะออกมาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนในตอนนี้ ตัวท่านมองว่า ตอนนี้คดีอยู่ในชั้น ป.ป.ช. แล้ว ก็ควรจะต้องให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมายไปก่อน

 

 

ทั้งนี้ นายสัญญาภัชระ ยังกล่าวอีกว่า ตนเองเป็นทนายความให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพียงเท่านั้น   ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่เหลืออีก 5 คนนั้น ตนเองไม่ทราบในเรื่องของกระบวนการต่อสู้ และคงไม่ขอเปิดเผยข้อเท็จจริงทางคดี เพื่อไม่อยากให้มีการต่อยอดประเด็นไปไกลมากกว่านี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. แต่ขอยืนยันว่า คดีนี้มีอัตราโทษที่สูง การจะลงโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น จะต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน

ส่วนประเด็นที่คณะพนักงานสอบสวนแถลงชี้แจงว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นเพียงแค่ผู้กล่าวโทษ ยังไม่ถูกกันเป็นพยานในคดีนั้น ตนเองมองว่า ตอนนี้ต้องพิจารณาว่าเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะกัน พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นพยานหรือไม่ หรือจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาด้วย แม้ในชั้นพนักงานสอบสวนจะยังไม่ตั้งข้อหา พ.ต.อ.ภาคภูมิ ก็ตาม ขณะที่ประเด็นที่อ้างว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ อยู่ในสภาวะจำยอม เลยต้องทำตามคำสั่งไปมอบทองคำนั้น ประเด็นนี้ขอให้ต่อสู้กันด้วยพยานหลักฐาน ตนเองไม่ขอก้าวล่วง

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

"นายกฯอนุทิน" ให้โอวาทเยาวชนดีเด่น ขอทุกคนกล้าหาญทำสิ่งถูกต้อง เชื่อมั่นอนาคตจะมีหนึ่งในนี้ มาบริหารประเทศ ฝากลูกหลาน สร้างไทยให้เจริญ
“จตุพร" ซัดตรง "พรรคประชาชน" ไร้คำตอบประเทศ ชี้นโยบายเป็นวาระเฉพาะกลุ่ม ลั่นอย่าหวังพึ่งนักการเมือง ประเทศต้องรอดด้วยพลังคนไทย
ภูเก็ต ถวายพระพร "เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ" เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ
“ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทย หารือ "ชัชชาติ" ศึกษาแผนพัฒนากทม. ชูแนวคิด Empower เชื่อมต่อรัฐบาล แก้ปัญหามหานครไร้รอยต่อ
วันแรกคึกคัก! รับสมัคร ส.อบจ.โคราช แทนตำแหน่งว่าง 4 อำเภอ คนพื้นที่เสนอตัวครบทุกเขต
"ทรัมป์" สั่งระงับส่งเงินช่วยเหลือ องค์กรสากล 66 แห่ง รวมถึงหน่วยงาน UN เหตุกิจกรรมขัดแย้งผลประโยชน์สหรัฐฯ

ดู LIVE รายการ

เราใช้ คุ้กกี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น​