แต่สุดท้าย เมื่อเหตุการณ์จริงมาถึง สิ่งที่ซ้อมเอาไว้แทบไม่มีความหมาย เพราะอารมณ์ในตอนนั้นรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้
โดย เนเน่ เล่าแบบติดตลกว่า หากไม่ได้อยู่ตรงนั้นกับ Terry Crews เธออาจหมดสติไปแล้ว “ถ้าไม่ใช่ Terry Crews ฉันคงเป็นลมไปแล้ว”
และเมื่อถูกถามถึงการถูกโอบกอดโดยพิธีกรบนเวที เธอก็ยอมรับว่า หากต้องเผชิญกับเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง เธอก็อาจหมดสติได้เช่นกัน
คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ชัยชนะที่เกิดขึ้นบนเวทีไม่ได้เป็นเพียงผลการแข่งขันสำหรับเด็กสาวคนหนึ่ง แต่เป็นช่วงเวลาที่ความฝันซึ่งสะสมมานานหลายปี กลายเป็นความจริงขึ้นมาต่อหน้าผู้ชมทั่วโลก จากเด็กที่เคยนั่งดู AGT สู่ผู้ชนะบนเวทีในฝัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับ เนเน่ แล้ว AGT ไม่ใช่เพียงรายการประกวดความสามารถ แต่เป็นรายการที่เธอเติบโตมากับมัน เธอเปิดเผยว่า ตั้งแต่ยังเด็ก เธอเคยดูผู้เข้าแข่งขันจำนวนมากขึ้นเวทีเพื่อแสดงความสามารถ ทั้งมายากล ดนตรี รวมถึงการแสดงผาดโผน และทุกครั้งที่ดู เธอจะคิดว่า วันหนึ่งตัวเองอยากมีโอกาสยืนอยู่บนเวทีแห่งนี้
“ตั้งแต่ฉันยังเด็กมาก ๆ ฉันดูวิดีโอของคนที่มาแสดงใน America’s Got Talent ทั้งมายากล ดนตรี การแสดงอันตรายต่าง ๆ แล้วฉันก็คิดว่า ‘สักวันหนึ่งฉันก็อยากขึ้นไปยืนบนเวทีนั้น’”
วันนี้ความฝันดังกล่าวกลายเป็นความจริงแล้ว และมากกว่านั้น เธอไม่ได้เพียงขึ้นเวที AGT แต่สามารถก้าวไปจนถึงตำแหน่งสูงสุด “และในที่สุด ฉันก็กลายเป็นผู้ชนะ America’s Got Talent Season 21 มันเป็นความฝันที่เป็นจริงจริง ๆ” ประโยคดังกล่าวกลายเป็นภาพสะท้อนเส้นทางของเนเน่ได้อย่างชัดเจน จากเด็กที่เคยดูรายการผ่านหน้าจอ สู่การเป็นศิลปินที่ผู้ชมทั่วโลกกำลังจับตามอง
ผู้ดำเนินการรายการพูดถึง อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญในเส้นทาง AGT ของเนเน่ คือการนำเพลง “Zombie” มาร้องในการออดิชันครั้งแรก ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในการแสดงที่ทำให้ชื่อของเธอได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว
เนเน่เล่าว่า หลังการแสดงดังกล่าวออกอากาศ กระแสตอบรับที่เกิดขึ้นทำให้แม้แต่ตัวเธอเองยังตั้งรับไม่ทัน “ฉันขึ้นเวทีและร้องเพลง ‘Zombie’ ซึ่งเป็นเพลงออดิชันเพลงแรกของฉัน”
หลังจากรายการออกอากาศ เธอได้รับข้อความจากเพื่อน ๆ จำนวนมาก จนเพื่อนต้องส่งข้อความมาบอกว่า “เฮ้ เธอดังแล้ว!”
แต่ในตอนแรกเนเน่ยังไม่เข้าใจว่าคำว่า “ดัง” ที่เพื่อนพูดถึงนั้นหมายถึงอะไร เพราะเธอคิดว่าตัวเองอาจเป็นที่รู้จักเพียงในสหรัฐฯ จากการเข้าร่วม AGT เธอจึงถามกลับไปว่า “ดังในอเมริกาเหรอ?”
คำตอบจากเพื่อนกลับทำให้เธอประหลาดใจมากกว่าเดิม เพราะเพื่อนบอกว่า ไม่ใช่แค่ในอเมริกา แต่ชื่อของเธอกำลังถูกพูดถึงในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทั่วโลก “ไม่ใช่ เธอดังไปทั่วโลกแล้ว เพราะทุกแพลตฟอร์มมีแต่หน้าของเธอ”
เนเน่จึงลองเข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเอง และพบว่ากระแสตอบรับเป็นเรื่องจริง “ฉันก็เลยลองเข้าไปดู แล้วมันก็จริง”
สื่อบันเทิงสหรัฐฯ รายงานในช่วงหลังการคว้าแชมป์ว่า การแสดง “Zombie” เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชีวิตของเนเน่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเธอเองก็เคยเล่าว่า หลังการแสดงดังกล่าวออกอากาศ เพื่อน ๆ ติดต่อมาบอกว่าเธอกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจในคำให้สัมภาษณ์ของเนเน่ คือเธอไม่ได้พูดถึงชัยชนะเพียงในแง่ของรางวัลหรือชื่อเสียง แต่พูดถึงความรู้สึกที่มีต่อตัวเอง เมื่อถูกถามถึงการได้ยืนอยู่บนเวที AGT เธอบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแทบทำให้เธอไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง “ฉันคิดอยู่ในใจว่า ‘ฉันกำลังฝันอยู่หรือเปล่า? ฉันกำลังยืนอยู่บนเวที America’s Got Talent จริง ๆ เหรอ?’”
สำหรับเธอ นี่คือเวทีที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต “มันเป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน” และสิ่งที่เธอรู้สึกชัดเจนที่สุดในตอนนั้นคือความภูมิใจ “ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าจะพูดอะไรดี ฉันแค่รู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก ๆ”
ความรู้สึกดังกล่าวสอดคล้องกับบทสัมภาษณ์หลังคว้าแชมป์กับสื่อสหรัฐฯ ซึ่งเนเน่กล่าวว่าเธอ “ภูมิใจในตัวเองมาก” เพราะรู้ว่าตัวเองทุ่มเทอย่างหนัก และต้องการทำความฝันในการเป็นร็อกสตาร์ให้สำเร็จ
และ แม้จะเพิ่งคว้าแชมป์รายการระดับโลก แต่เนเน่ไม่ได้มองว่าชัยชนะคือเส้นชัย ตรงกันข้าม เธอมองว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ โดยเมื่อถูกถามถึงแผนการในอนาคต คำตอบของเธอชัดเจนมาก
“ต่อจากนี้ ฉันอยากทำเพลงของตัวเอง และอยากออกทัวร์ทั่วโลก”
เนเน่ยังบอกด้วยว่า ความฝันของเธอไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นนักร้อง แต่ต้องการก้าวไปเป็น “ร็อกสตาร์ที่มีเวทีอยู่ทั่วโลก”
เธอต้องการสร้างผลงานเพลงที่เป็นตัวของตัวเอง และต้องการเห็นผู้ชมจากหลายประเทศร้องเพลงของเธอไปพร้อมกัน “ฉันอยากเป็นร็อกสตาร์ที่แสดงไปทั่วโลก และอยากให้ผู้ชมชอบเพลงของฉัน”
หลังคว้าแชมป์ เนเน่ยังให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ ว่า แผนต่อไปคือการทำเพลงของตัวเอง วางแผนทัวร์ และเดินหน้าสร้างอาชีพด้านดนตรี ขณะที่เธอยังแสดงความสนใจที่จะร่วมงานกับศิลปินหรือวงดนตรีระดับตำนานในอนาคตด้วย
ช่วงท้ายนอกจากเรื่องชัยชนะและอนาคตของตัวเองแล้ว เนเน่ ยังฝากคำแนะนำถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังไล่ตามความฝันทางดนตรี คำแนะนำข้อแรกของเธอคือ ต้องค้นหาสไตล์ของตัวเอง “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหาสไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง แต่พยายามอย่าทำตามคนอื่น อย่าพยายามเป็นเหมือนคนอื่น แค่แสดงความเป็นตัวเองออกมา นั่นคือทั้งหมด”
สำหรับเนเน่ ความเป็นตัวเองคือสิ่งที่ทำให้ศิลปินแตกต่างจากคนอื่น เพราะการพยายามเลียนแบบคนอื่นอาจทำให้สูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเองไป จากนั้นคือการหาเครื่องดนตรีที่ตัวเองรัก ไม่ว่าจะเป็น “กีตาร์ เบส กลอง คีย์บอร์ด หรืออะไรก็ตาม”
เมื่อพบสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว สิ่งต่อไปคือการฝึกฝน “ต้องฝึกเยอะ ๆ”
เธอแนะนำให้คนที่เริ่มต้นจากศูนย์ อย่ารีบร้อนเลือกเพลงที่ยากเกินไป แต่ให้เริ่มจากเพลงคัฟเวอร์หรือเพลงง่าย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มระดับความยากขึ้น และอีกสิ่งหนึ่งที่เนเน่ให้ความสำคัญอย่างมากคือ การขึ้นเวที
“เวทีสำคัญมาก ถึงจะเป็นเวทีเล็ก ๆ ก็ไม่เป็นไร แค่ลองขึ้นไป”
เพราะการขึ้นเวทีจะทำให้คนที่มีความฝันได้เรียนรู้วิธีควบคุมตัวเองต่อหน้าผู้ชม และค่อย ๆ สร้างความมั่นใจ “แสดงความสามารถของคุณให้ทุกคนเห็น อย่าอาย และกล้าที่จะลอง”
ก่อนทิ้งท้ายด้วยแนวคิดง่าย ๆ แต่ตรงไปตรงมา “ฝึกซ้ำ ๆ ต่อไป แล้วคุณจะเก่งขึ้นและเก่งขึ้น”
จาก “Zombie” สู่ฝันใหญ่กว่าเดิม
แน่นอนเส้นทางของเนเน่ รอยัล จึงไม่ได้จบลงพร้อมกับถ้วยแชมป์ America’s Got Talent Season 21 แต่ชัยชนะครั้งนี้กำลังเปิดประตูบานใหม่ให้กับเด็กสาวจากประเทศไทยที่เคยมีความฝันเพียงอยากขึ้นเวที AGT
โดยวันนี้เธอกำลังตั้งเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นคือการเป็น “ร็อกสตาร์ระดับโลก” เพราะ คำให้สัมภาษณ์ของเธอชัดเจนว่า เธอยังไม่ได้คิดว่านี่คือจุดสิ้นสุด….