“ครม.” ไฟเขียว ขยาย “ไทยช่วยไทยพลัส” อีก 1,000 บาท ใช้จ่ายช่วงเดือน ต.ค.-พย. ครอบคลุม 47 ล้านคน ภายใต้งบฯเงินกู้ก้อนเดิม ไม่ยุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน

"ครม." ไฟเขียว ขยาย "ไทยช่วยไทยพลัส" อีก 1,000 บาท ใช้จ่ายช่วงเดือน ต.ค.-พย. ครอบคลุม 47 ล้านคน ภายใต้งบฯเงินกู้ก้อนเดิม ไม่ยุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน

วันนี้ 22 ก.ย.2569 เวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ว่า มีมติขยายระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัส และเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ

นายเอกนิติกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 2 เดือน โดยใช้วงเงินที่เหลือจากเงินกู้ ขณะเดียวกัน จะเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งอาจไม่มีเงินเข้ามาสมทบการใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนสาเหตุสำคัญมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซินในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบ 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ราคาพลังงานสูงขึ้น เงินเฟ้อและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น รวมถึงกำลังซื้อที่ลดลง” นายเอกนิติกล่าว

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ

นายเอกนิติระบุว่า อัตราเงินเฟ้อล่าสุดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 10 จึงเป็นเหตุผลให้คณะรัฐมนตรีขยายมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยนำวงเงินที่เหลือประมาณ 44,000 ล้านบาท จากกรอบเงินกู้ 200,000 ล้านบาทแรกมาใช้

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเพิ่มวงเงินในเดือนตุลาคมจากเดิม 300 บาท อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท พร้อมกันวงเงินรองรับผู้ได้รับสิทธิ จากปัจจุบันประมาณ 13.1 ล้านคน เพิ่มเป็นประมาณ 14-14.5 ล้านคน เพื่อรองรับผู้ที่อยู่ระหว่างการทบทวนสิทธิ

ส่วนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะได้รับวงเงินเพิ่มอีก 1,000 บาท และสามารถใช้ได้ตลอด 2 เดือน คือเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน เนื่องจากข้อมูลการใช้สิทธิในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าประชาชนหลายคนยังใช้วงเงินไม่หมด จึงขยายระยะเวลาให้สามารถใช้สิทธิได้ทั้งสองเดือน

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า เดิมโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 26 ล้านคน ในจำนวนนี้มีประมาณ 1 ล้านคนที่สามารถขยับไปใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้เหลือผู้ใช้สิทธิเดิมประมาณ 25 ล้านคน จากนั้นจะเพิ่มผู้ที่หลุดจากเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มตกหล่นอีกประมาณ 7.5 ล้านคน ทำให้โครงการไทยช่วยไทยพลัสรองรับประชาชนได้ประมาณ 32.5 ล้านคน เมื่อรวมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะสามารถดูแลประชาชนได้ประมาณ 47 ล้านคน ซึ่งทั้งสองมาตรการจะใช้งบประมาณรวมประมาณ 43,000 ล้านบาท จากวงเงินที่เหลืออยู่ประมาณ 44,000 ล้านบาท จึงยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มีต่อฐานะการคลังของประเทศไทย

ด้านนายลวรณยืนยันว่า รัฐบาลและกระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลัง โดยพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท แบ่งวงเงินออกเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท การขยายมาตรการครั้งนี้จะใช้เฉพาะวงเงินที่เหลือประมาณ 44,000 ล้านบาทจากส่วนแรก ซึ่งกำหนดไว้สำหรับการเยียวยาประชาชนเท่านั้น และจะไม่มีการโอนวงเงินจากส่วนที่สองมาใช้เพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าการขยายโครงการไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะยังมีเงินเหลือ แต่เป็นผลจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรง หลังจากก่อนหน้านี้มีแนวโน้มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับโครงการเดิมกำลังสิ้นสุดในเดือนกันยายน รัฐบาลจึงต้องพิจารณาแนวทางดูแลประชาชนต่อ โดยยังยึดวินัยการเงินการคลังไว้เช่นเดิม

สำหรับการทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ นายลวรณระบุว่า จะนำฐานข้อมูลเดิมมาตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ใหม่ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทุกหมู่บ้าน เพื่อเก็บตกประชาชนชายขอบและกลุ่มเปราะบางที่อาจหลุดจากระบบ รวมทั้งตรวจสอบร่วมกับฐานข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้ผู้ที่ควรได้รับสิทธิสามารถเข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้จริง

ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ที่ตกหล่น และผู้ที่ไม่เคยสมัครรับสิทธิใด ๆ จะได้รับการดูแลผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมประมาณ 32.5 ล้านคน โดยโครงการนี้เป็นระบบร่วมจ่าย หรือ Co-Pay ที่ช่วยทั้งประชาชน ร้านค้าขนาดไม่ใหญ่ และร้านค้า OTOP

ด้านนายวินิจกล่าวถึงรายละเอียดการทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า จากผู้ลงทะเบียนประมาณ 18.8 ล้านราย เบื้องต้นมีผู้ผ่านเกณฑ์รอบแรกประมาณ 9.5 ล้านราย และอยู่ระหว่างขอทบทวนสิทธิประมาณ 5 ล้านราย โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ปรับเกณฑ์บางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น

สำหรับเกณฑ์นักเรียนและนักศึกษา จะไม่รวมผู้ที่อยู่ในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ หรือกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ขณะที่เกณฑ์การเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ ผู้ถือหุ้น หรือกรรมการบริษัท จะไม่รวมวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน

ส่วนผู้ที่มีบัญชีหลักทรัพย์หรือตราสารหนี้ จะได้รับการยกเว้นในกรณีที่ไม่เคยมีธุรกรรมซื้อขาย หรือมีมูลค่าหุ้นและตราสารหนี้ไม่เกิน 5,000 บาท เนื่องจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ผู้ที่มีมูลค่าการลงทุนน้อยหรือเปิดบัญชีทิ้งไว้ ไม่ได้มีเจตนามุ่งค้าในเรื่องดังกล่าว

 

สำหรับเกณฑ์ด้านยานพาหนะ จะมีการพิจารณารถจักรยานยนต์ตามกรอบอายุ 15 ปี ขณะที่รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานทางการเกษตรที่มีอายุเกิน 20 ปีจะได้รับการยกเว้น พร้อมแยกรถมูลค่าสูงและรถสะสมออกจากรถทั่วไปที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน

นายวินิจกล่าวว่า หลังเสร็จสิ้นกระบวนการทบทวนสิทธิและประกาศผลในวันที่ 30 กันยายน จะมีความชัดเจนว่า ผู้ใดจะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้ใดจะได้รับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 โดยผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับวงเงินรวม 1,000 บาทในเดือนตุลาคม

ส่วนผู้ได้รับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จะสามารถใช้วงเงินต่อเนื่องได้ถึง 2 เดือน คือเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน เนื่องจากพฤติกรรมการใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นการซื้ออาหารและเครื่องดื่มที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ขณะที่ข้อมูลตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ใช้สิทธิประมาณร้อยละ 51 ที่ยังใช้วงเงินไม่หมด จึงขยายระยะเวลาเพื่อให้การใช้สิทธิครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

ในส่วนของร้านค้า จะเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มเติมได้จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน นอกจากนี้ กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ผ่านระบบเป๋าตัง สามารถรับการใช้จ่ายจากผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร้านค้ายังคงอยู่ในระบบและมีลูกค้าประจำในระยะยาว

ทั้งนี้นายเอกนิติกล่าวเชิญชวนร้านค้าที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการในช่วง 4 เดือนแรก ให้สมัครเข้าร่วมในช่วงที่มีการขยายเวลา เนื่องจากรัฐบาลเตรียมโครงการ “สินเชื่อนกกระซิบ” สำหรับร้านค้าที่ต้องการเงินทุน โดยสามารถขอสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน หรือยื่นขอผ่านธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน โดยไม่ต้องกลับไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง โครงการดังกล่าวจะนำข้อมูลการทำธุรกรรมจากแอปพลิเคชันถุงเงินมาใช้ประกอบการขอสินเชื่อ พร้อมใช้ AI ช่วยสรุปยอดขาย โดยร้านค้าไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และหากมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเข้ามาช่วยค้ำประกัน ก็จะเพิ่มโอกาสให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

"รมช.ดีอี" แจงสวน "การดี" อย่าจินตนาการกล่าวหา ยัน "กรมบัญชีกลาง" แจ้ง โครงการ TH-AI Passport ไม่เข้าเกณฑ์ทำข้อตกลงคุณธรรม
ฝ่ายค้านระส่ำ! “กล้าธรรม” ถูกปรับพ้นพรรคร่วมฯ ปมโหวตงบฯ 70 จับตาสถานะ "สีเขียว" เปลี่ยนขั้ว หรือ เป็นฝ่ายค้านอิสระ รอโอกาส??!
“ประเสริฐ” เดินหน้าตรวจทุจริตอาหารกลางวัน! จับมือท้องถิ่น-สตง.เข้ม พร้อมใช้ Thai School Lunch ตรวจทั้งโภชนาการ-จัดซื้อจัดจ้าง
"พรรคส้ม" เดิมเกมร้อนการเมือง!! "พริษฐ์" ยกเหตุ "กล้าธรรม" ขัดมติวิปฯโหวตงบฯ 2570 ชง "เท้ง" ตัดออกจากสารบบ "พรรคร่วมฝ่ายค้าน"
“ภราดร” จี้ กยศ.เร่งทวงหนี้ 2.6 ล้านคน ต้นเหตุ "โอนเงินมหาวิทยาลัย" สะดุด ชี้โจทย์สำคัญ ต้องแยกให้ชัดใครว่างงาน-ใครมีรายได้แต่เบี้ยว!!?
เดือดปุดๆ! "สื่อใหญ่สหรัฐ" รวมตัวบอยคอต "ทรัมป์" ระงับถ่ายทอดสดข่าว ตอบโต้ CNN โดนแบนเข้าทำเนียบขาว

ดู LIVE รายการ