กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME” ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม "CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME" ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ อาคารเฮียวเคกัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในกิจกรรม “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME”

เพื่อเผยแพร่ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ อันเป็นข้อมูลประกอบการผลักดันชุดไทยพระราชนิยมให้ได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโกในเดือนธันวาคม 2569

พร้อมด้วย นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และ นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วม

 

 

 

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ

ภายในงานมีการเสวนาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปกรรมไทย และคุณปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ

รากฐานสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก สืบเนื่องมาจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ผู้ทรงมุ่งมั่นอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะด้านเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของประเทศไทย

ด้วยพระวิสัยทัศน์และพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการแต่งกายของสตรีไทย

ทั้งรูปแบบการแต่งกายไทยในราชสำนักในแต่ละยุคสมัยอย่างเป็นระบบ  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และการออกแบบร่วมกันพัฒนา “ชุดไทยพระราชนิยม”

ให้เป็นมาตรฐานการแต่งกายสำหรับสุภาพสตรีไทยที่มีความเหมาะสมทั้งในเชิงวัฒนธรรมและบริบทของสังคมไทยสมัยใหม่ พัฒนาเป็น ชุดไทยพระราชนิยม

ต้นแบบเครื่องแต่งกายไทยร่วมสมัย ที่สุภาพ งดงาม เหมาะสมต่อการสวมใส่จริงในการประกอบพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับชุดไทยพระราชนิยมประกอบด้วย 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ

ซึ่งได้รับพระราชทานนามตามพระที่นั่งและพระตำหนักในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิต อีกทั้งยังมีเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษ 3 รูปแบบ

สะท้อนถึงเกียรติยศและความภาคภูมิใจของผู้สวมใส่ ตลอดจนพัฒนาการของมรดกเครื่องแต่งกายไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

 

 

 

 

 

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมในหลากหลายโอกาส เสมือนการใช้เครื่องแต่งกายเป็น “สื่อทางวัฒนธรรม”

เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป

รวมถึงเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2503 ซึ่งชุดไทยพระราชนิยมได้สร้างความประทับใจและการยอมรับในระดับสากล

อีกทั้งยังเกิดความร่วมมือกับปีแยร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส ที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความงามของผ้าไหมไทยผ่านงานตัดเย็บระดับโอต์กูตูร์

“ชุดไทยพระราชนิยม” จึงถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ได้รับพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ส่งต่อมาสู่การพัฒนาอัตลักษณ์ไทยในบริบทโลก

และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดในทุกมิติ ปัจจุบัน ชุดไทยพระราชนิยมได้รับการสืบสานและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของวัฒนธรรมไทยที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย

โดยยังคงรักษาแก่นแท้ไว้อย่างสมบูรณ์ การนำเสนอในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงการอนุรักษ์ หากแต่เป็นการตีความใหม่ในมิติร่วมสมัย

ที่งานหัตถศิลป์กลายเป็นทุนทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทยได้รับการถ่ายทอดในฐานะคุณค่าที่มีชีวิต พร้อมก้าวสู่การยอมรับในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

 

 

 

 

 

 

ไม่เพียงเท่านั้น ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม ทั้ง 8 แบบ ที่ออกแบบตัดเย็บจากห้องเสื้อ Tirapan และห้องเสื้อภา

และมีการจัดแสดงนิทรรศการชุดฉลองพระองค์กิโมโน ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณซึ่งเป็นงานศิลป์ชั้นสูง อาทิ เครื่องประดับและศิลปะการพันดิ้น การปักสดึงกรึงไหม งานช่างเครื่องเงินเครื่องทอง

กระเป๋าผ้าเทคนิคประคบทองโบราณ และ ผ้าไหมทอลายมงคล โดยกิจกรรมทั้งหมดถูกนำเสนอในฐานะงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนโครงสร้างเชิงศิลป์

ทั้งนี้ วันที่ 18 กันยายน 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยม

โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางไปร่วมงาน การจัดแสดงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการเผยแพร่ชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย

ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 ณ เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้แนวคิด “The Art of Unity” หรือ “ศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว” สะท้อนการนำงานออกแบบร่วมสมัยมาประกอบกับการนำเสนอวัฒนธรรมไทยในระดับนานาชาติ

หนึ่งในชุดที่ได้รับความสนใจจากการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยม คือชุดไทยเรือนต้นที่นำผ้าไหมลวดลายเซเลอร์มูนมาใช้เป็นผ้านุ่ง

ลวดลายจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นปรากฏอยู่บนผืนผ้าไทย โดยมีนางแบบอย่าง คุณโอปอล สุชาตา ช่วงศรี มิสเวิลด์คนแรกของไทย เป็นผู้สวมใส่ชุดดังกล่าว

 

 

 

 

 

 

ขณะที่รูปแบบการตัดเย็บและการแต่งกาย ยังคงอ้างอิงลักษณะของชุดไทยเรือนต้น การนำผ้าทอลวดลายดังกล่าวมาใช้ จึงเป็นตัวอย่างของการผสมผสานวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นผ่านงานสิ่งทอ โดยมีผ้าไหมเป็นวัสดุสำคัญที่เชื่อมโยงรูปแบบการแต่งกายทั้งสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

ชุดไทยเรือนต้นเป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ มีรูปแบบเรียบง่าย เหมาะสำหรับการแต่งกายในโอกาสที่ไม่เป็นทางการจนเกินไป

ตัวเสื้อเป็นเสื้อแขนกระบอก คอกลมตื้น ไม่มีขอบตั้ง ผ่าอกด้านหน้าและติดกระดุม โดยแยกชิ้นจากผ้านุ่ง ส่วนผ้านุ่งนิยมใช้ผ้าซิ่นป้ายหน้า ความยาวจรดข้อเท้า

อาจเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมที่มีลายริ้วขวาง ลายดอกตามขวาง หรือผ้าพื้นที่มีเชิง ลักษณะดังกล่าวทำให้ชุดไทยเรือนต้นมีความคล่องตัว เหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันและงานที่ต้องการความสุภาพเรียบร้อย

สำหรับชุดไทยเรือนต้นที่นำมาแสดงแบบในประเทศญี่ปุ่น ตัวเสื้อเป็นเสื้อแขนยาวเข้ารูปสีเหลืองอ่อน คอกลมตื้น ผ่าอกด้านหน้าและติดกระดุมเรียงตามแนวกลางลำตัว

มีการเก็บทรงช่วงเอวและประดับดอกไม้บริเวณอกด้านซ้าย ส่วนผ้านุ่งเป็นผ้าไหมสีพื้นอ่อน ทอลวดลายตัวละครเซเลอร์มูนกระจายอยู่ทั่วผืนผ้า ลวดลายดังกล่าวมีลักษณะเป็นภาพขนาดเล็กซ้ำต่อเนื่องบนผืนผ้า โดยใช้สีอ่อนและสีสดเป็นองค์ประกอบร่วมกัน

การเลือกใช้ผ้าไหมลายเซเลอร์มูนกับชุดไทยเรือนต้นแสดงให้เห็นการนำลวดลายจากวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่นมาอยู่บนรูปแบบการแต่งกายไทยที่มีประวัติและแบบแผนชัดเจน

ผ้าทอจึงทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของการออกแบบ ขณะที่โครงสร้างเสื้อและวิธีการนุ่งผ้ายังคงอยู่ในกรอบของชุดไทยพระราชนิยม

การแสดงแบบครั้งนี้จึงนำเสนอผ้าไทยในบริบทของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและญี่ปุ่น ผ่านการออกแบบเครื่องแต่งกายที่เชื่อมโยงรูปแบบดั้งเดิมกับลวดลายร่วมสมัย

ชุดไทยเรือนต้นมีความเหมาะสมกับการใช้ผ้าทอที่มีลวดลายหลากหลาย เนื่องจากรูปแบบของชุดประกอบด้วยเสื้อและผ้านุ่งแยกชิ้นกัน

ทำให้สามารถเลือกใช้ผ้าที่มีสีสันหรือลวดลายแตกต่างกันได้ตามโอกาส การใช้ผ้าไหมลายเซเลอร์มูนจึงเป็นการนำลวดลายจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาอยู่บนผ้านุ่งของชุดไทย

โดยยังคงรูปแบบเสื้อแขนกระบอก คอกลมตื้น และผ้าซิ่นป้ายหน้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของชุดไทยเรือนต้น ผลงานผ้าโดย มนตราธิกาญจน์ ลาภบุญเรือง จังหวัดกาฬสินธุ์

การจัดงานเผยแพร่ชุดไทยพระราชนิยมในประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 17-18 กันยายน 2569 จึงเป็นโอกาสในการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับชุดไทย งานช่างฝีมือ และการแต่งกายชุดไทยประจำชาติในระดับนานาชาติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

"กรมราชทัณฑ์" จับมือ "พิพิธภัณฑ์บ้านดำ-ไอคอนสยาม" เปิดพื้นที่โชว์ "พลังแห่งศิลป์เหนือพันธนาการ" The Power of Art Beyond Barriers
"กรมส่งเสริมวัฒนธรรม" ลงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลประวัติผลงาน เตรียมงานเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2568
"ปลาจรจัด" จตุจักร ประจานความมักง่าย สู่ภาระสังคมที่ตามเช็ดไม่รู้จบ!
พิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระกุศล ณ วัดไทยนอร์เวย์ ประเทศนอร์เวย์
แพร่-ฝนถล่มหนักอำเภอร้องกวาง น้ำหลากกระทบ 2 ตำบล บ้านเรือน–พื้นที่เกษตรเสียหาย สถานการณ์คลี่คลาย เร่งสำรวจช่วยเหลือ
นายอำเภอนาน้อย ติดตามน้ำป่า-ดินสไลด์ ตรวจพื้นที่เสี่ยง สั่งสแตนบาย 24 ชม.

ดู LIVE รายการ