“ปลัดดีอี” ยืนหนึ่งตอบคำถามฝ่ายค้าน รุมซักหนัก “TH-AI Passport” แจงไทม์ไลน์โครงการไม่ใช่เริ่มรัฐบาลปัจจุบัน เตรียมงานถึง 1 ปี มั่นใจโปร่งใสก่อนลงนามเอกชน – Top News รายงาน

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ในการประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับข้อสงสัยต่อความเร่งรีบในการดำเนินโครงการ TH-AI Passport นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าชี้แจงข้อคำถามต่าง ๆ โดยเริ่มต้นจากการนำเสนอรายละเอียดไทม์ไลน์เชิงลึกของกระบวนการทำงานเพื่อตอบคำถามสังคมที่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการดังกล่าวมีการดำเนินการที่รวดเร็วผิดปกติ โดยระบุว่า เป้าหมายของจำนวนประชาชนที่ต้องการให้รู้จัก และเข้าถึงการใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้น ไม่ได้เพิ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างเร่งรีบในรัฐบาลปัจจุบัน แต่เป็นแผนงานที่มีการหารือและจัดทำมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย โดยได้มีการดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ.2567 โดยทั้งสองช่วงเวลาดังกล่าวมีการกำหนดแผนงาน แผนปฏิบัติการแม่บท และแผนปฏิบัติการต่างๆ ในส่วนของกรอบเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน


นายพชร อธิบายเพิ่มเติมว่า จากนั้นในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ได้มีการกำหนดเป้าหมายเชิงรุกให้มีผู้ใช้งานหรือรู้จัก AI จำนวน 20 ล้านคนภายในปี 2570 แต่เนื่องจากคณะกรรมการขับเคลื่อนชุดเดิมแต่งตั้งขึ้นโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล จึงส่งผลให้เกิดการขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ทางกระทรวงดีอี จึงได้นำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างจัดตั้งคณะกรรมการ AI ให้เป็นคณะกรรมการระดับชาติในรูปแบบคณะกรรมการถาวรโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นสำเร็จในปี 2569 โดยยังคงยึดกรอบเป้าหมายเดิมคือการขับเคลื่อนให้มีผู้เข้าถึง AI จำนวน 20 ล้านคนเช่นเดิม
ต่อมาในช่วงปลายเดือนกันยายนที่มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอีกครั้ง ได้มีการกำหนดแนวนโยบายเร่งด่วนประกอบด้วย 5 เสาหลัก เพื่อผลักดันการพัฒนาทักษะและการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยมีกรอบเป้าหมายขั้นต่ำในการขับเคลื่อนเฟสแรกอยู่ที่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของกรอบเป้าหมายหลักที่ตั้งไว้ในส่วนของแหล่งเงินทุนที่นำมาสนับสนุนโครงการ นายพชร ชี้แจงว่า เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาเริ่มปฏิบัติงานจริงในวันที่ 1 ตุลาคม ทรัพยากรจากงบประมาณปกติประจำปีของกระทรวงฯ มีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ทางกระทรวงฯจึงได้พิจารณาแหล่งทุนสนับสนุนอื่นที่มีศักยภาพและสามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายได้ทันที ซึ่งก็คือกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกองทุนดีอี ซึ่งในขณะนั้นมีเงินทุนหมุนเวียนพร้อมใช้งานอยู่เกือบ 2,000 ล้านบาท ทางกระทรวงฯจึงได้นำวงเงินดังกล่าวมาพิจารณาออกแบบโครงการ โดยดำเนินการสืบราคาและจัดทำราคากลางตามแนวปฏิบัติปกติของทางราชการทุกประการ
สำหรับข้อสงสัยและข้อครหาของสังคมที่ระบุว่า การใช้เงินนอกงบประมาณจากกองทุนดีอีส่อถึงความไม่โปร่งใส เนื่องจากไม่ได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสภาฯ นั้น นายพชรชี้แจงว่า กระบวนการใช้เงินนอกงบประมาณของกองทุนไม่ได้มีความง่ายอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการคัดสรรและกลั่นกรองอย่างเข้มงวดเป็นลำดับชั้น โดยคณะกรรมการผู้พิจารณาอนุมัติไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ แต่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานกลางและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการกลางชุดนี้จะเป็นผู้ตรวจสอบและกลั่นกรองจนนำไปสู่ขั้นตอนการยกร่างข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายอย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน








