“ผอ.ศูนย์สถานการณ์ชายแดนฯเขมร” ลั่นขอให้มั่นใจ ถ้าปะทะ กองทัพไทยพร้อมมากกว่ารอบที่แล้ว

“ผอ.ศูนย์ข่าวสถานการณ์ ฯ” ยัน ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย -กัมพูชา ต่อเนื่อง ลั่น กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ชี้ ใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้าย

 

 

 

 

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในขณะนี้ ภายหลังปรากฏข่าวสารที่สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนว่าอาจเกิดสถานการณ์บริเวณชายแดนขึ้น โดยได้ชี้แจงผ่าน 3 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คาดว่าในวันศุกร์นี้ (12 มิ.ย.69) จะมีการหารือเป็นการภายในระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อประสานด้านนโยบายและการปฏิบัติให้สอดคล้องและเป็นเอกภาพตามนโยบายของรัฐบาล อาทิ การยังคงปิดด่านผ่านแดน หรือการไม่เปิดให้มีการเจรจาใด ๆ ระหว่างกันในขณะนี้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาเลือกใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทนที่จะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาระหว่างกัน

ประเด็นที่ 2 ประเทศไทยยังคงยึดมั่นการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งหลักมนุษยธรรมสากล ดังนั้นการดำเนินการต่าง ๆ จึงต้องเป็นไปตามขั้นตอน และต้องสื่อสารด้วยภาษากฎหมายสากล พร้อมย้ำว่าไทยไม่ใช่ฝ่ายที่รุกรานกัมพูชาก่อน ไทยไม่รังแกประเทศที่เล็กกว่า และไม่มีการยั่วยุที่เกิดจากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน

 

ข่าวที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังได้ย้ำว่า หน่วยในพื้นที่มีกฎการปะทะจากเบาไปหาหนัก พร้อมยืนยันว่า กองทัพไทยมีความพร้อมปฏิบัติการ หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นและมีความจำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการป้องกันตนเอง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเลือกแนวทางที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติและประชาชนไทย ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่หากมีเหตุเกิดขึ้นและไม่สามารถแก้ไขได้ ก็จำเป็นต้องดำเนินการ

สำหรับประเด็นที่ 3 คือข่าวสารที่ปรากฏในหลายสื่อ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ว่า บางเรื่องอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงและอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน เช่น กรณีมีข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาเสริมกำลังรถถังจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจเป็นผลจากความสูญเสียจากการปะทะครั้งก่อน ๆ กับฝ่ายไทย จึงต้องมีการเสริมกำลังเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล

เมื่อถามว่า การสร้างบันไดทางขึ้นจากฝั่งกัมพูชาเข้าสู่เขตอธิปไตยไทย หรือไม่ พล.อ.อ. ประภาส กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการจัดการเรียบร้อยแล้ว พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ สามารถสอบถามไปยังหน่วยงานความมั่นคงได้โดยตรง เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า หากเกิดเหตุการณ์และมีความจำเป็นต้องปกป้องประเทศชาติ ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่าการปะทะในครั้งที่ผ่านมา ทั้งในด้านกำลังพลและความได้เปรียบทางภูมิประเทศในการวางกำลัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจุดที่สูงกว่าฝ่ายกัมพูชา หรือเป็นจุดสูงข่มเกือบทุกจุด แม้อาจมีบางพื้นที่ที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น เนิน 745 หรือเขาสัตตะโสม เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยความยาวของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 800 กิโลเมตร อาจมีเหตุการณ์ยั่วยุเกิดขึ้นได้เป็นบางจุด ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับสถานการณ์ตามแต่ละกรณี แต่ยืนยันว่าการใช้กำลังจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาล

“หากมีทะเลาะก็คุยก่อน เจรจาก่อน หากมีการใช้อาวุธก็จากเบาไปหาหนัก สุดท้ายถ้าถึงจุดจริง ๆ แล้ว เราพร้อม แต่เป็นหนทางสุดท้าย การใช้กำลังทหารคือหนทางสุดท้ายในการแก้ปัญหา เพราะถ้าแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังหรือหน่วยความมั่นคงแล้ว ความสูญเสียจะตามมามากทีเดียว เน้นย้ำว่าในฐานะที่เป็นทหารอาชีพ และมีความเป็นมืออาชีพพอสมควร เราฝึกมาเพื่อปกป้องประเทศอยู่แล้ว แม้ชีวิตเรา เราก็ยอมได้ ถ้าเหตุการณ์ต้องดำเนินการ ขอให้มั่นใจ”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

โคราชเปิด “ลานแบ่งปัน” ช่วยคนไร้บ้าน เข้าถึงสิทธิ–สวัสดิการรัฐ
พุทธศาสนิกชนเมืองคอน พร้อมใจบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ
เชียงใหม่-เปิดเวที Pitching ไอเดียพัฒนา “สันป่าข่อย–วัดเกตุ” สู่ย่านต้นแบบ Digital Nomad
ทร.แจงปมเหลือผู้ผ่านเกณฑ์เพียงรายเดียวทำไมเดินหน้า "เรือฟริเกต" ต่อ
ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงกรณีปฏิบัติการ "ปราบเซียนนครพิงค์" พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
เผยโฉมผู้เนรมิต "ผ้าไหมแพรวา" ราชินีแห่งไหมไทย สู่การสร้างสรรค์ผืนผ้า ที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับจินตนาการใหม่ สู่ลวดลายการ์ตูนเซเลอร์มูน เชื่อมสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น

ดู LIVE รายการ