“ปราชญ์ สามสี” สวนปาก “ปิยบุตร” ไม่เลิกบ่อนแซะสถาบันฯ มั่วเหตุผลเสนอยกเลิกองคมนตรี อ้างช่วยประหยัดงบฯ

"ปราชญ์ สามสี" สวนปาก "ปิยบุตร" ไม่เลิกบ่อนแซะสถาบันฯ มั่วเหตุผลเสนอยกเลิกองคมนตรี อ้างช่วยประหยัดงบฯ

วันที่ 23 พ.ค.2569 ปิยบุตรเสนอเลิกองคมนตรี อ้างประหยัดงบ? ถ้าจะประหยัดจริง ยกเลิกบำนาญ ส.ส. น่าจะตรงจุดกว่า วิเคราะห์โดย ปราชญ์ สามสี ปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี โดยอ้างว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดิน แต่ก่อนจะใช้คำว่า “ประหยัดงบ” เป็นธงทางการเมือง ควรพูดให้ครบก่อนว่า เงินประจำตำแหน่งขององคมนตรีไม่ใช่เงินที่ใครจะจ่ายกันตามอำเภอใจ หากแต่เป็นเรื่องที่มีกฎหมายรองรับ และอยู่ในระบบงบประมาณของส่วนราชการในพระองค์ ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสำนักงบประมาณอย่างเป็นทางการ

ในทางรัฐธรรมนูญ คณะองคมนตรีไม่ใช่ “ตำแหน่งการเมือง” แบบ ส.ส. เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจที่ทรงปรึกษา และยังห้ามองคมนตรีเป็น ส.ส., ส.ว., ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิก/เจ้าหน้าที่พรรคการเมือง รวมถึงต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ ด้วย
ดังนั้น หากจะถกเถียงเรื่องงบประมาณ ก็ต้องถกบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 ระบุให้สำนักพระราชวังรวบรวมความต้องการใช้งบประมาณจากส่วนราชการในพระองค์ แล้วแจ้งต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณต่อไป
หมดนี้เป็นพระราชอำนาจของของพระองค์ทรงตัดสินใจนะครับว่าเงินที่ได้รับมาเนี่ยจะใช้จ่ายส่วนใดเพื่ออะไร … การที่จะให้องคมนตรีไปช่วยให้คำปรึกษาในการบรรเทาทุกข์สุขร่งมกับรัฐบาลก็เป็นเป็นความตั้งใจซึ่งฝ่ายค้านไม่มีสิทธิ์ไปตัดสิทธิ์ส่วนนั้นเลยครับ
ถ้าปิยบุตรจะอ้างเรื่อง “ประหยัดงบ” จริง คำถามที่ควรถามกลับคือ ทำไมไม่เริ่มจากสิทธิประโยชน์ของนักการเมืองก่อน โดยเฉพาะสิ่งที่ประชาชนเรียกรวม ๆ ว่า “บำนาญ ส.ส.” ซึ่งในทางกฎหมายใช้คำว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 โดยกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาที่ส่งเงินเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพ และยังมีสิทธิประโยชน์อื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินกรณีทุพพลภาพ ค่าเล่าเรียนบุตร และสวัสดิการอื่นตามระเบียบของกองทุน
·
ตรงนี้ต่างหากที่ควรถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะ ส.ส. คือผู้ใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรง เป็นตำแหน่งที่ได้มาจากการเลือกตั้ง หาเสียง สังกัดพรรค ลงสนามแข่งขันทางการเมือง และดำรงตำแหน่งเป็นวาระ ไม่ใช่อาชีพราชการประจำตลอดชีวิต เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้ว สังคมจึงมีสิทธิถามว่า เหตุใดนักการเมืองจึงควรมีระบบสิทธิประโยชน์ระยะยาวจากเงินภาษีประชาชน
·
การปฏิรูปที่จริงใจจึงไม่ควรเริ่มจากการชี้นิ้วไปยังสถาบันอื่นเพียงด้านเดียว แต่ควรเริ่มจาก “บ้านของนักการเมืองเอง” ก่อน ถ้าจะลดภาระงบประมาณ ก็ต้องกล้าทบทวนสิทธิประโยชน์ของฝ่ายการเมืองก่อน ถ้าจะพูดแทนประชาชน ก็ต้องกล้าตัดอภิสิทธิ์ของคนการเมืองก่อน
·
เพราะฉะนั้น หากข้ออ้างคือ “ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน” การยกเลิกหรือทบทวนบำนาญ ส.ส. และสิทธิประโยชน์หลังพ้นตำแหน่งของนักการเมือง น่าจะตรงจุดกว่า ชัดกว่า และตอบคำถามประชาชนได้มากกว่า
·
พูดให้สั้นที่สุด ถ้าจะปฏิรูป ต้องเริ่มจากบ้านตัวเองก่อน ถ้าจะประหยัดงบ ต้องเริ่มจากกระเป๋านักการเมืองก่อน ไม่ใช่เลือกชี้นิ้วไปที่สถาบันอื่น แล้วเว้นผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองไว้ข้างหลัง.
อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

ข่าวที่น่าสนใจ

ขณะที่ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า

ก้าวล่วงพระราชอำนาจ ปรารถนาให้ยกเลิกองคมนตรี สาระแนจัง ยุ่งกับในหลวงเหลือเกิน ไอ้กะปิบูด

 

ก่อนหน้านั้น นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี ว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน ในประเทศไทยได้มีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของคณะองคมนตรี ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับคณะองคมนตรีกันอย่างกว้างขวาง มีการตอบโต้กันผ่านสื่อมวลชนระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

นายปิยบุตร ระบุต่อว่า ตอนปี 2565 ตนได้ยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 2 พระมหากษัตริย์ พร้อมเขียนคำอธิบายในแต่ละมาตราเอาไว้ และนำไปรวมเล่มเป็นหนังสือ 2 เล่ม ซึ่งเป็นการรวมข้อเขียนของตนทั้งหมดตลอด 2 ทศวรรษในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ทั้งนี้ ตนขอคัดเฉพาะข้อเสนอเรื่องการยกเลิกคณะองคมนตรี มาเผยแพร่อีกครั้ง ดังนี้ 1.คณะองคมนตรีเป็นองค์กรตกทอดมาจากสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หลังอภิวัฒน์สยาม 2475 องค์กรนี้ถูกยกเลิกไป แต่นำกลับมาใหม่อีกครั้งหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 โดยเริ่มแรกในรัฐธรรมนูญ 2490 ให้ชื่อว่าคณะอภิรัฐมนตรี มีได้ 5 คนและเปลี่ยนเป็นคณะองคมนตรีตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2492 และดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีอีกไม่เกิน 18 คน

2.ประเด็นคณะองคมนตรีเคยถูกสมาชิกรัฐสภาอภิปรายโต้แย้งไม่เห็นด้วยกันมากตั้งแต่ครั้งจัดทำรัฐธรรมนูญ 2492 หลังจากนั้นข้อวิจารณ์ต่อการดำรงอยู่ของคณะองคมนตรีก็ค่อยๆ เลือนหายไป จนกระทั่งกลับมาอีกครั้งในช่วงวิกฤตการเมืองปลายปี 2548 และรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จวบจนถึงปัจจุบัน คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรีจนอาจกระทบกระเทือนไปถึงสถาบันกษัตริย์ได้

นายปิยบุตร ระบุอีกว่า ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างโดยสังเขปสัก 3 กรณี ดังนี้ กรณีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แสดงความเห็นเรื่อง รัฐบาลเหมือน jockey ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหาร คือ ชาติและพระมหากษัตริย์ ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรพูดถึงเรื่องผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้น 2 เดือนเศษ เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือ กรณีชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่รับตำแหน่งหลังรัฐประหาร เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

กรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรีเพื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2550 ก็กลับไปดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกจนเป็นประธานองคมนตรีในปัจจุบัน

กรณีนายนุรักษ์ มาประณีต ผู้เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ และมีความเห็นส่วนตนให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ตลอดชีวิต เมื่อพ้นจากตำแหน่งประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เข้าดำรงตำแหน่งองคมนตรี

นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า 3.หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์และผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้นำองคมนตรีกลับมา อธิบายไว้ว่า “รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว (2490) ไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว (2490) ประสงค์จะให้มีคณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น…”

และ “ในการร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับ 2492 สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า ถ้ามีคณะที่ปรึกษาสำหรับพระมหากษัตริย์จะเป็นประโยชน์ จึงได้บัญญัติไว้โดยเปลี่ยนชื่อคณะอภิรัฐมนตรีเป็นคณะองคมนตรี และเพิ่มจำนวนจาก 5 นายเป็นไม่เกิน 9 นาย และกำหนดให้การเลือกและการแต่งตั้งองคมนตรีและการให้องคมนตรีออกจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย…”

อย่างไรก็ตาม หยุด แสงอุทัย ก็ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ”ถ้าจะพิจารณาตามหลักประชาธิปไตยโดยเคร่งครัด การมีคณะองคมนตรีสำหรับเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ย่อมจะไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยนัก เพราะตามหลักประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ไม่ควรจะทรงมีที่ปรึกษาอย่างอื่นนอกจากคณะรัฐมนตรีซึ่งเข้ามาบริหารประเทศโดยความยินยอมของประชาชน แต่คณะองคมนตรีหาได้มาจากประชาชนไม่ โดยไม่ได้รับเลือกตั้งจากราษฎร คณะองคมนตรีจะถวายคำปรึกษาพระมหากษัตริย์ได้อย่างไรว่าราษฎรมีเจตจำนงอย่างไร…”

นายปิยบุตร ระบุต่อว่า 4.เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ การแสดงความเห็น ตลอดจนพฤติกรรมขององคมนตรี ที่อาจทำให้สังคมคลางแคลงใจ วิจารณ์ หรือตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมืองและทางเศรษฐกิจการค้า จนส่งผลเสียกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ จึงเสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี รัฐธรรมนูญไม่ต้องรับรองการมีอยู่ของคณะองคมนตรีทำนองเดียวกันกับรัฐธรรมนูญสามฉบับแรก นอกจากนี้ การยกเลิกคณะองคมนตรียังช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องใช้สำหรับเงินเดือน ค่าตอบแทน รถยนต์ประจำตำแหน่ง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือค่าบริหารจัดการจิปาถะ ได้อีกด้วย

นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า 5.ในกรณีที่กษัตริย์ต้องการปรึกษาหารือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินหรือพระราชกรณียกิจ ก็ให้คณะรัฐมนตรีรับหน้าที่ดังกล่าว เพราะคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินและบังคับบัญชาสั่งการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐต่างๆได้ ย่อมทราบดีถึงข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง เมื่อนายกรัฐมนตรีมาจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมตระหนักรู้ถึงความต้องการของประชาชนและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงเป้า

นายปิยบุตร ระบุอีกว่า การกำหนดให้มีคณะองคมนตรีทำหน้าที่ให้คำปรึกษากษัตริย์ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกับภารกิจของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคณะองคมนตรีมีความเห็นไม่ตรงกับคณะรัฐมนตรี ก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับคณะรัฐมนตรีได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คณะรัฐมนตรีย่อมเหมาะสมกับการเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินและพระราชกรณียกิจ สอดคล้องกับหนึ่งในสิทธิสามประการที่กษัตริย์มีอยู่ตามธรรมเนียมประเพณีตามที่ Walter Bagehot สรุปไว้ใน The English Constitution (1867) นั่นคือ สิทธิในการได้รับคำปรึกษาหารือจากรัฐบาล (The Right to be consulted)

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

"นายกฯอนุทิน" บินนิวยอร์กร่วมเวทีประชุม UNGA81 ยันเจรจาภาษีการค้าสหรัฐคืบหน้าตามเป้าหมาย มั่นใจทำให้โลกเข้าใจท่าทีไทยต่อปัญหาพิพาทชายแดนกัมพูชา
“สัญจัย จันทร์ผ่อง” ผู้ตรวจการอัยการพบปะสังสรรค์ คณะที่ปรึกษาหารือวางแผนนโยบายการทำงานสร้างความสงบสุขในสังคม
ทุกครัวเรือนเฮ! "กุลวดี" ชี้รัฐเปลี่ยนวิธีคิดครั้งสำคัญ จัดทำ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ดูแลเยียวยา ปชช.ราว 30 ล้านครัวเรือน สร้างความอุ่นใจในอนาคต
สหรัฐเตือนภัยพลเมืองหลังฮูตีโจมตีเมืองหลวงซาอุฯ
ซาอุฯอ้างสกัดจรวดฮูตีได้ทั้งหมดยันไม่ถูกเป้าแม้แต่ลูกเดียว
สื่ออเมริกันเรียกร้องทรัมป์ยกเลิกคำสั่งแบนโดยทันที

ดู LIVE รายการ