“รฟท.” เผยคนขับรถไฟ ตรวจเจอทั้งยาบ้า-กัญชา จ่อสอบช่างเครื่องเพิ่มเติม เปิดผลตรวจกล่องดำ พบคนขับเบรกฉุกเฉินก่อนถึงจุดชนเพียง 100 เมตร

"รฟท." เผยคนขับรถไฟ ตรวจเจอทั้งยาบ้า-กัญชา จ่อสอบช่างเครื่องเพิ่มเติม เปิดผลตรวจกล่องดำ พบคนขับเบรกฉุกเฉินก่อนถึงจุดชนเพียง 100 เมตร

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 พ.ค.2569 นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาราชการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีผลตรวจสารเสพติดของพนักงานขับรถไฟที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางว่า

ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ปกติการรถไฟฯ จะตรวจแอลกอฮอล์และตรวจสุขภาพเบื้องต้นก่อนปฏิบัติหน้าที่ พร้อมบันทึกผลตรวจทุกครั้ง แต่การตรวจสารเสพติดยังไม่ได้ดำเนินการเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดเหตุ กรมการขนส่งทางรางได้สั่งการให้การรถไฟฯ เร่งรัดมาตรการตรวจสารเสพติดกับพนักงานขับรถทุกคนเพิ่มเติม

นายอนันต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา การรถไฟฯ มีการสุ่มตรวจสารเสพติดเฉพาะช่วงตรวจสุขภาพประจำปี และพนักงานใหม่ที่เข้าทำงานเท่านั้น ส่วนพนักงานขับรถไฟรายดังกล่าวเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่ปี 2566 หรือประมาณ 3 ปี ซึ่งก่อนเกิดเหตุในวันที่ 15 พ.ค.2569 ได้ผ่านการตรวจแอลกอฮอล์ตามขั้นตอน และไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย

ส่วนประเด็นเรื่องใบอนุญาตขับรถไฟ นายอนันต์ ชี้แจงว่า เดิมการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้พนักงานขับรถเอง แต่หลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางรางมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2569 กำหนดให้พนักงานขับรถต้องยื่นขอใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางราง โดยการรถไฟฯ ส่งรายชื่อพนักงานทั้งหมดเพื่อขออนุญาตเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการออกใบอนุญาตในรูปแบบดิจิทัลผ่านระบบของกรมการขนส่งทางราง

ข่าวที่น่าสนใจ

สำหรับข้อมูลจากกล่องบันทึกความเร็วหรือ “กล่องดำ” นายอนันต์ กล่าวว่า ระบบดังกล่าวบันทึกเฉพาะข้อมูลความเร็ว โดยขบวนรถไฟที่เกิดเหตุเดินทางออกจากสถานีคลองตัน ใช้ระยะทางประมาณ 2,800 เมตรก่อนถึงจุดเกิดเหตุ และใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนเบรกฉุกเฉินในระยะประมาณ 100 เมตรก่อนถึงจุดชน

นายอนันต์ อธิบายเพิ่มว่า ระยะเบรกปกติของรถไฟ เมื่อรวมระยะตัดสินใจและการเบรกแบบปกติ จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 เมตร ในกรณีใช้ความเร็วสูงสุดประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่หากใช้ความเร็วต่ำลง ระยะเบรกก็จะสั้นลงตามความเร็วและน้ำหนักของขบวนรถ

เมื่อถามว่ามีข้อสงสัยว่า หากพนักงานขับรถมองเห็นสัญญาณมือจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดในระยะใกล้ จะสามารถหยุดรถได้ทันหรือไม่ นายอนันต์ เผยว่า ปกติพนักงานขับรถจะมองเห็นสัญญาณในระยะประมาณ 300-500 เมตร ขณะที่ระยะเบรกฉุกเฉินจะอยู่ที่ประมาณ 500-600 เมตรในกรณีใช้ความเร็วสูงสุด แต่สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ รถไฟใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงต้องพิจารณาร่วมกับสภาพการเดินรถและน้ำหนักของขบวนด้วย

นายอนันต์ เปิดเผยว่า แม้รถไฟจะใช้ความเร็วไม่สูงมาก แต่ตามหลักปฏิบัติ หากพบว่าเครื่องกั้นถนนยังปิดไม่เรียบร้อย หรือสัญญาณไฟอนุญาตยังไม่แสดงผล พนักงานขับรถจำเป็นต้องชะลอความเร็วลงล่วงหน้า พร้อมเตรียมหยุดรถ และเฝ้าสังเกตสัญญาณมือจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัด เพื่อให้สามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยหากเกิดเหตุผิดปกติ

นายอนันต์ เปิดเผยว่า ตามระเบียบการเดินรถ พนักงานขับรถไฟต้องปฏิบัติตามสัญญาณข้างทางเป็นหลัก ซึ่งกรณีเครื่องกั้นถนน หากระบบทำงานสมบูรณ์ จะมีสัญญาณไฟอนุญาตให้รถไฟผ่านได้ แต่หากเครื่องกั้นยังไม่ปิดครบทั้ง 2 ด้าน สัญญาณไฟดังกล่าวจะไม่แสดงผล พนักงานขับรถต้องดู “สัญญาณมือ” จากเจ้าหน้าที่ประจำซุ้มแทน คล้ายกับการใช้สัญญาณมือของตำรวจจราจร เมื่อไฟจราจรขัดข้อง

“จากข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่า ขณะเกิดเหตุเครื่องกั้นถนนยังไม่ถูกนำลง เนื่องจากมีการจราจรติดค้างอยู่บนถนน ส่งผลให้สัญญาณไฟอนุญาตไม่แสดงผลแน่นอน พนักงานขับรถจึงจำเป็นต้องดูสัญญาณมือจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดแทน”

เมื่อถามถึงกรณีภาพวงจรปิดที่ปรากฏเจ้าหน้าที่ใช้ธงแดงส่งสัญญาณ นายอนันต์ ชี้แจงว่า การส่งสัญญาณของเจ้าหน้าที่มีทั้งสัญญาณมือ สัญญาณธง และสัญญาณไฟ โดยลักษณะที่เห็นในภาพข่าว คือ การยืนเหยียดแขนพร้อมถือธง ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการส่งสัญญาณ “ห้าม” หรือ “ไม่อนุญาต” ให้รถวิ่งผ่าน

 

สิริพงศ์' สั่ง รฟท.ตรวจสอบกล่องดำรถไฟ สรุปอุบัติเหตุแยกมักกะสัน

 

นายอนันต์ ยอมรับว่า การที่พนักงานขับรถไฟไม่สวมเครื่องแบบระหว่างปฏิบัติหน้าที่ถือว่า “ไม่ปกติ” และอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากตามระเบียบจำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบขณะปฏิบัติงาน

ส่วนโครงสร้างการปฏิบัติงานบนหัวรถจักร จะมีพนักงานขับรถ 1 คน และ “ช่างเครื่อง” อีก 1 คน ที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยคนขับรถรถไฟ ทำหน้าที่ด้านเทคนิคและช่วยสังเกตสัญญาณต่างๆ โดยวันเกิดเหตุช่างเครื่องอยู่ในขบวนด้วยและได้รับบาดเจ็บ แต่ขณะนี้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งช่างเครื่องก็อาจถูกสอบสวนร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับผลการสอบข้อเท็จจริงของทั้งคณะกรรมการการรถไฟฯ และตำรวจ

นายอนันต์กล่าวอีกว่า เบื้องต้น การรถไฟฯ เตรียมพิจารณาดำเนินการทางวินัยกับพนักงานขับรถเป็นลำดับแรก หลังพบผลตรวจสารเสพติดเบื้องต้น โดยสารที่พบมีทั้งกัญชาและยาบ้า แต่ยังต้องรอผลยืนยันอย่างเป็นทางการจากโรงพยาบาลอีกครั้ง ก่อนแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป ส่วนเจ้าหน้าที่ตำแหน่งอื่นยังอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ไล่พ้นประเทศไทย!! คำสั่ง "อนุทิน" มท.1 เนรเทศ "ยาคอฟ โอฮะออน" ชาวอิสราเอล ก่อเหตุวิวาท ข่มขู่นทท. เกาะสมุย!!?
ราคาน้ำมันลดต่ำกว่า 100 ดอลล่าร์หลังสหรัฐ-อิหร่านเจรจาที่ UN
"ชาวสวนทุเรียนชุมพร" บุกสภาฯ ร้อง “ธรรมนัส” แฉล้งจีนเบี้ยวเงินกว่า 6 ล้าน จ่อสอบปม “นอมินี” ภาคเกษตร
ไทย–มาเลเซียเปิดตัวชุดสำรวจร่วม ดูแลหลักเขตแดนเบตง–เปิงกาลันฮูลู
รพ.หาดใหญ่ก้าวอีกขั้น ผ่าตัดเนื้องอกขากรรไกรขนาดใหญ่ พร้อมบูรณะกระดูกสำเร็จรายแรก
แฟร์ๆพอรับได้!! "กองประกวด Miss Universe Cambodia" แถลงยอมรับผิดพลาด แพร่ภาพสตรีไทยโบราณ เคลมโชว์ชุดแต่งกายเขมร!??

ดู LIVE รายการ