สุดฉาวผลตรวจ “พนง.ขับรถไฟ” ฉี่ม่วง ผลกล่องดำพบไม่ชะลอความเร็ว แม้มีสัญญานเตือน เลือกใช้เบรกฉุกเฉิน แค่ 100 เมตร ก่อนพุ่งชนรถเมล์

สุดฉาวผลตรวจ "พนง.ขับรถไฟ" ฉี่ม่วง ผลกล่องดำพบไม่ชะลอความเร็ว แม้มีสัญญานเตือน เลือกใช้เบรกฉุกเฉิน แค่ 100 เมตร ก่อนพุ่งชนรถเมล์

ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 17 พ.ค. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เดินทางมาติดตามคดีรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง ที่ สน.มักกะสันต่อมาเวลา 15.50 น. ผบช.น. เปิดเผยความคืบหน้าทางคดีว่า วันนี้ได้เข้ามาดูเรื่องการทำสำนวน โดยสั่งการให้ดำเนินการอย่างรัดกุมและรอบคอบ รวมถึงตรวจสอบพยานหลักฐานและความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งการตรวจสอบกล้องวงจรปิดอย่างละเอียด การสอบปากคำพยานบุคคล รวมถึงหลักฐานทางเทคนิคต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความประมาทของผู้ใด และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยครบถ้วนหรือไม่

ข่าวที่น่าสนใจ

โดยเรื่องนี้ต้องพิสูจน์ว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร และตรวจสอบการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำป้อมรถไฟ คนขับรถไฟ หรือคนขับรถเมล์ ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามมาตรฐานปกติครบถ้วนหรือไม่ เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวมีการจราจรติดขัดเป็นประจำ แต่เหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

เบื้องต้นตำรวจได้สอบปากคำคนขับรถไฟแล้วในเบื้องต้น แต่ในรายละเอียดจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป และได้แจ้งข้อหา “ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ส่วนคนขับรถเมล์ยังอยู่ระหว่างรักษาตัว เนื่องจากมีแผลไฟคลอกหลายจุดทั่วร่างกาย จึงยังไม่สามารถสอบปากคำได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ประจำป้อมรถไฟได้ถูกนำตัวไปตรวจร่างกาย และจะเรียกสอบปากคำภายหลัง

จากการตรวจสอบพฤติกรรมของคนขับรถไฟผ่านกล้องวงจรปิด พบว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำป้อมได้โบกธงแดงเพื่อแจ้งว่าเส้นทางข้างหน้าไม่ปลอดภัยและห้ามผ่าน แต่คนขับรถไฟกลับไม่ชะลอหรือหยุดรถ จนเป็นเหตุให้ชนกับรถเมล์ที่จอดคร่อมรางรถไฟ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ยึดกล่องดำรถไฟไว้แล้ว และอยู่ระหว่างประสานผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบ

ส่วนระเบียบการโบกธงแดง ต้องตรวจสอบว่ามีระยะห่างจากรถไฟเท่าใด และขั้นตอนการโบกธงเขียวเพื่ออนุญาตให้ผ่านเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากภาพกล้องวงจรปิดพบว่าเจ้าหน้าที่โบกธงในระยะเวลาสั้น และหันหลังให้รถไฟ ถือเป็นความประมาทหรือไม่ พล.ต.ท.สยาม ระบุว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบถามไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทยถึงระเบียบขั้นตอนการส่งสัญญาณอย่างละเอียดอีกครั้ง

ส่วนคนขับรถเมล์ที่ปรากฏภาพจอดคร่อมรางรถไฟ จะต้องตรวจสอบและสอบสวนอย่างละเอียดว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรหรือไม่ หรือมีความผิดอื่นร่วมด้วยหรือไม่

ขณะเดียวกัน ประเด็นสัญญาณไฟแดงที่กะพริบในช่วงเกิดเหตุ จะต้องมีการประชุมหารือถึงแนวทางการแก้ไข รวมถึงขอความร่วมมือประชาชนที่ใช้เส้นทางผ่านจุดตัดทางรถไฟให้เคารพกฎจราจรและมีจิตสำนึก เนื่องจากยังมีจุดตัดลักษณะนี้อีกจำนวนมาก

ขณะที่ยอดผู้ได้รับบาดเจ็บล่าสุดมีทั้งหมด 30 คน เป็นชาย 21 คน และหญิง 9 คน ขณะนี้กลับบ้านแล้ว 14 คน เหลือรักษาตัวในโรงพยาบาล 16 คน ส่วนรถที่ได้รับความเสียหายรวม 9 คัน เป็นรถจักรยานยนต์ 4 คัน และรถยนต์ 5 คัน

 

ล่าสุด 17 พ.ค.2569 ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยกับสำนักข่าวไทยว่า ผลการตรวจกล่องดำของหัวรถจักร รถไฟขบวนเกิดเหตุขนรถโดยสารประจำทาง เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก พบว่ารถไฟวิ่งเข้ามาปะทะรถเมล์ ด้วยความเร็ว 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และหยุดรถด้วยการใช้ emergency brake ก่อนจุดปะทะประมาณ 100 เมตร เท่ากับว่า คนขับเริ่มเหยียบเบรกตั้งแต่ 100 เมตรก่อนหน้านั้น และต้องหาทุกวิถีทางเพื่อหยุดรถ หรือขยับตัวรถไม่ได้ แต่หยุดช้าเกินไปจนเกิดเหตุการณ์ขึ้น

ยืนยันว่าระบบอาณัติสัญญาณไม่ผิดปกติ ไม่บกพร่องยังทำงานได้อยู่ เพียงแต่ไม้กั้น ไม่สามารถลงกั้นการจราจรได้ และคนขับรถไฟควรจะหยุด แต่หยุดช้าเกินไป อย่างไรก็ตามการหยุดขบวนรถไฟ โดยเฉพาะขบวนที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งมีน้ำหนักนับพันตัน การหยุดรถที่มีโมเมนตัมหรือมีน้ำหนักจำนวนมาก ต้องใช้ระยะทางประมาณเกือบ 2 กิโลเมตรในการเบรก ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดรถได้ทันในระยะเพียง 100 เมตร

ทั้งนี้ ตำรวจอยู่ระหว่างสอบปากคำพนักงานขับรถไฟ ซึ่งปัจจุบันทางกรมการขนส่งทางราง ได้ระงับการให้ใบอนุญาตพนักงานขับรถไฟคนนี้แล้ว

ที่ สน.มักกะสัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสืบสวน สน.มักกะสัน ได้ควบคุมตัวนายอุเทน พนักงานการเดินรถ 2 ฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ ซึ่งทำหน้าที่คุมไม้กั้นรถไฟ เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน เพื่อแจ้งข้อหา กระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย แก่กาย ทำการสอบสวนประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดยใช้เวลาสอบสวนเกือบ 2 ชั่วโมง ขณะที่ผลตรวจสอบสารเสพติด ปรากฏว่า ไม่พบสารเสพติด อย่างไรก็ดี นายอุเทนไม่ให้ข้อมูลกับนักข่าวแต่อย่างใด

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ผลการตรวจสอบสารเสพติดของนายสยมพร คนขับรถไฟ พบว่าผลเป็นบวก/ฉี่ม่วง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

“มท.4” บุกสายฟ้าแลบทลายบ่อนดินแดง! รวบ 53 คน ยึดเงินสด-ชิปเกือบล้าน จ่อขยายผลฟอกเงิน
"6 สส.ภูมิใจไทย อยุธยา" แถลงติดตามสถานการณ์น้ำต่อเนื่อง พร้อมผลักดันโครงการป้องกันอุทกภัย เริ่มต้นสำเร็จในรัฐบาลปัจจุบัน พร้อมยื่นกระทู้ถามแผนอนาคต
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ใน จ.ศรีสะเกษ รวม 74 คน มูลค่ากว่า 9.8 แสนบาท พร้อมจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการประชาชน
ไล่พ้นประเทศไทย!! คำสั่ง "อนุทิน" มท.1 เนรเทศ "ยาคอฟ โอฮะออน" ชาวอิสราเอล ก่อเหตุวิวาท ข่มขู่นทท. เกาะสมุย!!?
ราคาน้ำมันลดต่ำกว่า 100 ดอลล่าร์หลังสหรัฐ-อิหร่านเจรจาที่ UN
"ชาวสวนทุเรียนชุมพร" บุกสภาฯ ร้อง “ธรรมนัส” แฉล้งจีนเบี้ยวเงินกว่า 6 ล้าน จ่อสอบปม “นอมินี” ภาคเกษตร

ดู LIVE รายการ