เช็คจุดเด่น ตามความก้าวหน้า 4 วัคซีนโควิด-19 สายพันธุ์ไทย

ประหยัดงบ ลดนำเข้า สร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับชาติไทย แพทย์ไทยนักวิจัยไทยระดมสมองคิดค้นพัฒนาเอง ใช้เทคโนโลยีสากลประสิทธิภาพทัดเทียมวัคซีนระดับโลก แต่ราคาถูกกว่าแถมไม่ต้องแบมือขอวัคซีนง้อต่างชาติอีก กูรูวงการวัคซีนชี้ประเด็นท้าทายรัฐบาลไทย อย่าทำให้วัคซีนไทยคิดไทยทำเสียของ เร่งจัดงบสนับสนุนอย่ายึดติดระบบราชการ อย.รีบกำหนดเงื่อนไขการอนุมัติวัคซีน เดินเครื่องผลิตวัคซีนและนำมาทดลองในคน สร้างคอนเนกชั่นสั่งจองวัตถุดิบกับต่างประเทศ

ปัญหาวัคซีนประสิทธิภาพน้อย วัคซีนมีปริมาณไม่เพียงพอ ดูจะเป็นสาเหตุใหญ่ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด -19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย การผลิตวัคซีนขึ้นมาใช้เองโดยฝีมือแพทย์ฝีมือนักวิจัยไทย จึงกลายเป็นทางเลือกสู่ทางรอดแห่งอนาคตของประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อองค์การอนามัยโลก ( WHO) ระบุว่าโควิด-19 จะอยู่กับมนุษยชาติไปอีกนานและมีโอกาสกลายพันธุ์ได้อีก

ล่าสุดประเทศไทยมีการพัฒนาวัคซีนไทยทำเอง ผลิตวัคซีนสายพันธุ์ไทย แต่ใช้เทคโนโลยีและมีประสิทธิภาพทัดเทียมวัคซีนระดับโลกแล้ว 4 ชนิด แต่ละชนิดมีจุดเด่นมีความคืบหน้าอย่างไร ลองไปติดตามกัน

1. วัคซีน NDV-HXP-S โดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมกับศูนย์วัคซีน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล วัคซีนชนิดเชื้อตาย ( Inactivated ) จุดเด่น คือ โรงงานขององค์การเภสัชกรรม มีความพร้อมในการผลิตระดับอุตสาหกรรม โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานใหม่ ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และได้รับความร่วมมือระดับนานาชาติจากองค์กร PATH ในการสนับสนุนกล้าเชื้อไวรัส การให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และร่วมกันวิจัยจากผู้ผลิตจากประเทศเวียดนามและบราซิล

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ได้ทำการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด HXP–GPOVac สำเร็จในขั้นแรก และนำเข้าสู่ขั้นตอนของการศึกษาวิจัยในมนุษย์ นับเป็นวัคซีนโควิดชนิดแรกของประเทศไทย ที่ได้วิจัยในมนุษย์ ซึ่งขณะนี้การศึกษาวิจัยในมนุษย์ในระยะที่ 1 ได้ผลการวิเคราะห์ภูมิคุ้มกันที่ 14 วัน หลังจากได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว โดยในวันที่ 16 สิงหาคม 2564 องค์การฯได้เริ่มทำการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 2 โดยวิจัยในอาสาสมัคร จำนวน 250 คน อายุ 18-75 ปี ที่มีสุขภาพดี ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโควิดทุกชนิดมาก่อน และไม่เคยเป็นผู้ป่วยโควิดมาก่อน โดยการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 1 และ 2 นี้ องค์การฯ ได้ให้คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินการศึกษาวิจัย คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในกลางปี 2565 โดยจะสามารถผลิตได้ 20-30 ล้านโดสต่อปี และจะทำการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ในเบื้องต้นนี้วัคซีนจะสามารถรองรับการฉีดเพื่อป้องกันโควิด-19 ให้ชาวไทยได้ 10-15 ล้านคน

2. วัคซีน ChulaCov19 โดยศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวัคซีนชนิด mRNA ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตเช่นเดียวกับวัคซีนไฟเซอร์ และวัคซีนโมเดอร์นา เริ่มการศึกษาในมนุษย์ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2564 ที่ผ่านมา และทดสอบระยะที่ 1 ใช้อาสาสมัครจำนวน 72 คน จุดเด่น คือ กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีจากการทดลองในหนูและลิง สามารถอยู่ในอุณหภูมิตู้เย็น (2 ถึง 8 องศาเซลเซียส) นานถึง 3 เดือน และเก็บในอุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) ได้นาน 2 สัปดาห์ จากการทดลองในหนูทดลองชนิดพิเศษที่ออกแบบให้สามารถเกิดโรคโควิด-19 ได้ พบว่า เมื่อหนูได้รับการฉีดวัคซีน ChulaCov19 ครบ 2 เข็ม ห่างกัน 3 สัปดาห์ แล้วให้หนูทดลองได้รับเชื้อโควิด-19 เข้าทางจมูก สามารถป้องกันหนูทดลองไม่ให้ป่วยเป็นโรคและยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือด รวมทั้งสามารถลดจำนวนเชื้อในจมูกและในปอดลงไปอย่างน้อย 10,000,000 เท่า มีความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง วัคซีนชนิด mRNA ยังสามารถปรับแต่งวัคซีนต้นแบบตามพันธุกรรมของเชื้อกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

ความคืบหน้า ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ.การบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน ระบุว่า ขณะนี้ได้ทดลองฉีดวัคซีน ChulaCOV-19 กับ อส. 2 กลุ่ม คือ อายุ 18-55 ปี และกลุ่ม 56-57 ปี (กำลังดำเนินการ) โดย อส.อีกส่วนหนึ่งจะฉีดไฟเซอร์เพื่อเปรียบเทียบ เบื้องต้นมีความปลอดภัย ผลข้างเคียงจากวัคซีน ChulaCOV-19 ไม่รุนแรงมีอาการเล็กน้อย และดีขึ้น 1 – 3 วัน สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดแอนตี้บอดี้ ได้สูงถึง 94 % เทียบได้กับวัคซีน mRNA เช่น Pfizer/BNT สามารถยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม และเชื้อกลายพันธุ์ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ อัลฟ่า เบต้า แกมม่า และเดลต้า เตรียมทดลองเฟส 2 ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ และหากอย.ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องทดลองในเฟส 3 คาดว่าจะใช้ได้ราวเดือนเม.ย. 2565

3.วัคซีนโควิเจน ผลิตโดยบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด เป็นวัคซีน ชนิด DNA ผลการทดสอบในหนูทดลองพบว่า วัคซีนมีความปลอดภัย และสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีมาก มีแผนการทดสอบในมนุษย์ในระยะที่ 1 ในประเทศออสเตรเลียคู่ขนานกันไป จุดเด่น กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีจากการทดลองในหนู ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นขออนุมัติกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อทดสอบในมนุษย์ในระยะที่ 1 และคาดว่าจะวิจัยในคนระยะที่ 2 และ 3 ในปีนี้

4.วัคซีนใบยา การวิจัยของบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ตอัพของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย CU Innovation Hub เป็นวัคซีนชนิดโปรตีนซับยูนิต ( Protein Subunit) ที่ใช้ใบยาสูบเป็นพืชในกระบวนการสร้างวัคซีน หลังจากที่มีการผลิตวัคซีนลอตแรกเสร็จ จะนำไปสู่ขั้นตอนของการทดสอบวัคซีนในมนุษย์ คาดจะอยู่ช่วงประมาณเดือนสิงหาคมถึงกันยายนนี้

จุดเด่น กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีจากการทดลองในหนูและลิง ราคาถูกต่อโดสไม่เกิน 500 บาท ตั้งเป้าการผลิตวัคซีนจากใบยาสูบราว 1 หมื่นโดสต่อเดือน เริ่มเปิดรับอาสาสมัครเพื่อทดสอบวัคซีนกลุ่มแรกจำนวน 50 คน อายุ 18 – 60 ปีสุขภาพแข็งแรงและไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน

หนึ่งในคีย์แมนคนสำคัญของวงการวัคซีนไทย คือ ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อคิดที่น่าสนใจถึงการ ถึงความท้าทายสำหรับรัฐบาลไทย ก็คือถ้าเราต้องการให้มีวัคซีนอย่างน้อย 1 ใน 4 ชนิดที่กำลังดำเนินการวิจัยและพัฒนาอยู่ ให้สามารถขึ้นทะเบียนได้และใช้ได้กว้างขวางภายในปีหน้าก็คือเมษายน 2565 ประเทศไทยต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน 4 ด้านและต้องขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง ประกอบด้วย

1). ต้องมีระบบการระดมทุนภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาชนอย่างมีเป้าหมายและเป็นวงเงินที่เพียงพอและมีการอนุมัติการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็ว โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลักแต่ละไฟล์ประชุมหารือกันอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ติดในรูปแบบของกรอบราชการแบบดั้งเดิม

2). อย. เร่งกำหนดแนวทางกติกา การขอขึ้นทะเบียนวัคซีนที่ผลิตคิดคนในประเทศไทยว่าจะต้องทำวิจัยมากน้อยอย่างไรหรือจะยึดเกณฑ์ใกล้เคียงกับของไต้หวัน ซึ่งต้องเร่งออกมาให้ชัดเจนภายในกันยายนนี้ เพื่อจะได้มีการดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

3). เร่งผลิตวัคซีนเพื่อนำมาทดสอบ โรงงานผลิตวัคซีนของไทยในกรณีของ ChulaCov19 mRNA กำลังเร่งระดมการผลิตให้สามารถผลิตวัคซีนสำหรับทดสอบในอาสาสมัครระยะที่สองบีหรือระยะที่สามและต่อยอดไปเป็นการผลิตจำนวนหลายล้านโดส เพื่อใช้จริงในการขึ้นทะเบียน

4). รัฐบาลต้องมีนโยบายการจัดซื้อวัคซีนล่วงหน้าเพื่อทำให้ผู้พัฒนาวัคซีนสามารถที่จะมีงบประมาณในการไปจองเลขสั่งซื้อวัตถุดิบในการผลิตซึ่งจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการอย่างน้อยหกเดือน หากประเทศไทยมุ่งมั่นจริงจังและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเราเชื่อว่าประเทศไทยภายในก่อนสงกรานต์ปีหน้าจะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งวัคซีนได้ใช้จริงสำหรับคนไทยโดยคนไทย

ทั้งหลายทั้งมวลคือข้อเสนอเพื่อทำให้วัคซีนสายพันธุ์ไทยที่ตอนนี้รับรู้กันโดยทั่วไปว่ามี 4 ยี่ห้อ ที่ทีมแพทย์ นักวิจัย อุตส่าห์ระดมสมองคิดค้นผลิตกันขึ้นมาไม่เสียของและได้ถูกนำมาใช้กับคนไทยเพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19ได้จริงๆ ลดการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ ช่วยประหยัดงบประมาณให้กับประเทศ และทำให้เรามีความมั่นคงในเรื่องวัคซีนต่อสู้กับเชื้อโควิด-19 โดยไม่ต้องไปแบมือไปง้อขอวัคซีนจากต่างประเทศอีก

//////////////////////////////

 

 

 

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมพิธีเปิดโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำ สร้างความมั่นคงให้ชุมชน
กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก คุมพื้นที่ "บ้านหนองจาน" เป็นแนวรักษาความสงบ ห้ามพกพาอาวุธ ห้ามใช้เครื่องขยายเสียงโดยพลการ
ผบ.ตร. มอบ “ธนายุตม์” นั่งหัวโต๊ะประชุมคกก.โรงพิมพ์ตำรวจ ย้ำเดินหน้าสู่เป้าหมายโปร่งใส
"อดีตผู้พิพากษา" ชี้ 2 ฉากทัศน์สำคัญ ฟันธง "แพทองธาร" ไม่รอดคดีคลิปอังเคิล ถือทำลายเกียรติภูมิปท.
อุตุฯเตือน 3 ภาค รับมือฝนตกหนัก 37 จังหวัดอ่วม โดนเต็ม ๆ กทม.ก็ไม่รอด
หนุ่มโรงงาน ขี่ รถจยย.เสียหลักชนเสาไฟส่องสว่างดับคาที่

ดู LIVE รายการ

เราใช้ คุ้กกี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น​