วันที่ 3 ก.ค.66 สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้จัดเวทีปาฐกถาพิเศษ “อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้ง” ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ โดยดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจไทย” ว่า ในช่วงหลังการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จประเทศไทยจะอยู่ในโค้งที่สำคัญเพราะเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะคับขันเรื่อย ๆ โดยมองว่าการที่เงินเฟ้อโลกไม่ยอมที่จะสงบลงมาที่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ทำให้หลายฝ่ายมองว่า เศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว จะชะลอมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ที่จะเกิดขึ้นในบางประเทศจะรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์และได้เตรียมการเรื่องนี้ ซึ่งเป็นโจทที่สำคัญและท้าทายรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามา เพราะจะเจอภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย รวมถึงการเตรียมการให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ ซึ่งขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบให้เห็นผ่านตัวเลขต่างๆ ทั้ง ตัวเลขการผลิต ตัวเลขการส่งออก ที่เห็นชัดเจน แม้จะมีภาคการท่องเที่ยวช่วยพยุงอยู่ก็ตาม
ทั้งนี้ การมีรัฐบาลใหม่หากสามารถปลดล็อกเรื่องการท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนและทั่วโลกเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยได้ง่ายขึ้นในช่วงหนึ่งปีข้างหน้า เชื่อว่า จะทำให้ประเทศไทยมีแรงส่งเพื่อผ่านจุดนี้ไปได้ และจุดที่สำคัญของไทยในช่วงหนึ่งปีข้างหน้า คือ การจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยยืนหยัดได้และรอดวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ และสามารถที่จะเดินหน้าได้เมื่อวิกฤตจบลง ซึ่งจะเป็นชัยชนะที่ดีระดับนึง
ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่นั้น มีโจทย์สำคัญ ที่มีความท้าทายรออยู่ในหลายด้าน โดยสิ่งที่อยากจะฝากรัฐบาลใหม่ไว้ คือ ในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียุคสมัยใหม่ อาทิ Chat GPT ,ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีกำลังพลิกโลก และในเรื่องของเทคโนโลยีจะต้องพัฒนาต่อไปเรื่อย ซึ่งการเติบโต จากการพัฒนาเปลี่ยนแปลง AI ในครั้งนี้จะเติบโตแบบก้าวกระโดดซึ่งประเทศไทยจะต้องตามให้ทัน ดังนั้นรัฐบาลใหม่จะต้องคิดว่าจะทำอย่างไร หากโลกเปลี่ยนไปในลักษณะนี้ประเทศไทยจะตามเทรนเรื่องนี้ได้อย่างไรรวมถึงตัวของอุตสาหกรรมใหม่เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังรออยู่ในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีโจทย์ที่สำคัญ คือ ในเรื่องความท้าทายจากการเข้ามาลงทุนของต่างชาติในอาเซียน โดยเป็นการลงทุนในประเทศ อินโดนีเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ส่วนการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลใหม่จะต้องสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้กลับไปเป็นประเทศที่น่าสนใจดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนเหมือนเช่นเดิม ทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ห่วงโซ่การผลิต และหากไทยไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนเหล่านี้ได้ เชื่อว่า ในอีก 5 ปีหลังจากนี้ ประเทศไทยจะตกขบวนและขีดความสามารถในการแข่งขันจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องรอรัฐบาลใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ประเทศไทยมีเสน่ห์ที่จะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาได้อีกครั้ง
โจทก์ที่สาม คือ เรื่องของความขัดแย้งระหว่างจีนและอเมริกา ที่รออยู่ ซึ่งถือเป็นโจทที่สำคัญเพราะทั้งสองฝ่ายต้องการให้ประเทศไทยเลือกข้าง ซึ่งการเลือกข้างของไทยไม่ใช่คำตอบที่ใช่ เพราะหากประเทศไทยมีการเลือกข้างอีกข้างก็ต้องทำลายซึ่งการที่ประเทศไทยเป็นกลางจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และเป็นทางออกที่จะดึงเอาข้อดีของทั้งสองฝ่ายมาเป็นของไทยได้ซึ่งในอนาคตมั่นใจว่า ประเทศที่เป็นกลางจะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ และคนที่เป็นกลางจะมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยเรื่อยเช่นกัน ดังนั้น จะทำอย่างไรให้รัฐบาลวาง position ของประเทศไทยในจุดนี้ให้ได้