สกลนครพนม 1120X280
สกลนครพนม

“ชาญชัย” จวกยับ KT กล้าอ้างสัญญามิชอบบ่ายเบี่ยงจ่ายหนี้ BTS

กดติดตาม TOP NEWS

"ชาญชัย" พบเหตุผลน่าตกใจ หลัง กทม. และ KT ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาและให้การต่อศาลปกครอง อ้างทำสัญญาจ้าง BTS มิชอบ

วันที่ 20 ม.ค. 66 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ กทม. ให้สัมภาษณ์ และมีการเปิดเผยในเวบไซต์กรุงเทพธนาคมว่า ศาลปกครองกลางได้มีคำตัดสินให้ กรุงเทพมหานคร และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือ KT ชดใช้ค่าเสียหายจากสัญญาว่าจ้างระหว่าง BTS กับ กทม. และ BTS ได้ฟ้องกรุงเทพมหานคร และ KT ให้ชำระหนี้ค่าเดินรถเพิ่มเติมเป็นคดีที่ 2 อีกเป็นเงิน 10,600 ล้านบาท โดย กทม. และ KT ได้ทำคำให้การต่อศาลปกครองในคดีที่ 2 ของ BTS จำนวน 5 ประเด็น โดยมีประเด็นหนึ่งที่ KT อ้างว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของการได้สัญญามาโดยมิชอบ และมีการกล่าวว่า BTS ไม่สุจริตตั้งแต่เข้าทำสัญญาและฟ้องคดีโดยใช้สิทธิไม่สุจริต นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึงเขตอำนาจของศาลปกครองว่าไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดี เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างเอกชนต่อเอกชน

ในขณะที่ผู้ว่า กทม. ได้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นแนวทางการต่อสู้คดีของ KT ซึ่ง กทม. เองก็อยู่ระหว่างการจัดทำคำให้การแก้ข้อกล่าวหาว่าสัญญากับ BTS ทำไม่ต้องถูกตามขั้นตอน และ กทม. จะไม่เก็บค่าโดยสารสำหรับการให้บริการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 จนกว่าจะมีความชัดเจนว่าสัญญาถูกต้อง

 

นายชาญชัย เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากว่าทำไม กทม. และ KT ถึงกล้านำข้อต่อสู้ที่ตนเองเห็นว่าสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมายมาเป็นเหตุในการปฏิเสธชำระหนี้และปล่อยให้รัฐต้องแบกรับดอกเบี้ยที่ค้างชำระในระหว่างที่พิพาทกันมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะกรณีเช่นเดียวกัน ศาลปกครองสูงสุดในคดีคลองด่านพิพากษาไว้เป็นบรรทัดฐานว่า แม้จะมีประเด็นคดีความเรื่องการทำผิดกฎหมายอาญาค้างอยู่ในศาล แต่หากยังไม่มีคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดว่ามีการทุจริต สัญญาตกเป็นโมฆะหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หนี้ตามสัญญาดังกล่าวยังสามารถบังคับกันได้อยู่ เมื่อเอกชนได้ทำงานตามสัญญาแล้ว รัฐก็ต้องชำระหนี้ตามสัญญาพิพาท หากจะกล่าวอ้างว่าสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่จะมาตัดสินไม่ใช่หน่วยงานของรัฐที่เป็นคู่กรณี แต่เป็นเรื่องของศาลใดศาลหนึ่ง ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดก็ได้ยืนยันหลักการเดียวกันกับคดีคลองด่าน ในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเลขที่ อ. 356/2565 ว่าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องชำระเงินตามสัญญาให้กับเอกชน ถ้าเอกชนได้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องแล้ว ตราบใดที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าสัญญาตกเป็นโมฆะ

ดังนั้น การที่ กทม. และ KT พึงรู้อยู่แล้วว่าหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสัญญาภาครัฐจะเป็นไปตามแนวทางคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ภาครัฐยังคงต้องชำระหนี้ให้แก่เอกชน ถ้าเอกชนได้ชำระหนี้ถูกต้องแล้ว จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าสัญญาไม่ถูกต้อง แต่ กทม. และ KT กลับจงใจประวิงเวลาโดยอ้างเพียงความเห็นหน่วยงานว่าสัญญาไม่ถูกต้องซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการของศาลปกครองสูงสุด ทำให้รัฐต้องรับภาระดอกเบี้ยเพิ่มเติม ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ยังคงให้เอกชนเดินรถต่อไปทั้งที่ตัวเองเห็นว่าสัญญาไม่ถูกต้อง จึงเห็นได้ว่าการกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่สุจริตและทำให้รัฐเสียหาย ซึ่งอาจจะเข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา

 

นายชาญชัย กล่าว่า เรื่องนี้ในการที่จะไปเบี้ยวเอกชน ที่จะไม่จ่ายค่าจ้าง แล้วไปอ้างข้อกฎหมายให้กับศาลปกครองสูงสุด เป็นเรื่องที่น่าศึกษาและติดตาม แต่เป็นเรื่องที่น่าตกใจมากที่ กทม. และ KT ผิดพลาดได้ขนาดนี้ ในการยกเอาเหตุดังกล่าวขึ้นมาอ้างกับศาลปกครองสูงสุด โดยที่บรรทัดฐานการตัดสินคดีสัญญาภาครัฐก็ไม่ได้เป็นไปตามแนวทางนั้น และไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าสิ่งที่ตัวตนอ้างนั้นเป็นความจริง นอกจากนี้ ในข้อกล่าวอ้างของ KT ที่ว่าสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมลงทุน ก็ได้ต่อสู้โดยขัดแย้งกับอดีตที่คณะกรรมการกฤษฎีกา หรือหน่วยงานรัฐ ฝ่ายกฎหมายได้วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมลงทุน ดังที่กล่าวอ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ กทม. และ KT เอง ก็ทราบดี แต่กลับยกเอาเหตุที่อ้างไปขัดกับข้อเท็จจริงที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ กทม. และ KT เคยทำเรื่องถามไป จากข้อกฎหมายและข้อมูลที่ศาลปกครองสูงสุดเคยคำพิพากษาดังกล่าว จึงอยากให้กรุงเทพมหานครสู้ให้ถูกทาง มิฉะนั้นโอกาสรัฐจะเสียดอกเบี้ยบาน ภาษีประชาชนจะเสียหายโดยความบกพร่องต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเอง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

X

เราใช้ คุ้กกี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น