กกร. หั่นจีดีพี ปี 64 เหลือ 0.0 ถึง 1.5% จี้รัฐกระจายวัคซีนภาคอุตสาหกรรม

 กกร. หั่นจีดีพี ปี 64 เหลือ 0.0 ถึง 1.5% จี้รัฐกระจายวัคซีนภาคอุตสาหกรรม

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ปรับลดจีดีพี ปี 64 เหลือ 0.0 ถึง 1.5% จากโควิดระลอก 3 เร่งรัฐบาลรีบคุมโควิด-19 สร้างความเชื่อมั่น หวั่นกระทบเป็นเจ้าภาพเอเปคปี 65 และรีบกระจายวัคซีนให้ภาคอุตสาหกรรม หลังมีการระบาดต่อเนื่อง

วันนี้(7 ก.ค.64) การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนกรกฎาคม 2564 โดยมีนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธาน กกร. โดยมีนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานร่วม ในการประชุมทางไกล ผ่านจอภาพ (Video Conference)

กกร. ระบุ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมาก จากการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง กระทบอุปสงค์ในประเทศ แม้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ส่งผลดีต่อแนวโน้มส่งออกของไทย กกร.จึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 เป็นขยายตัวได้ในกรอบ 0.0% ถึง 1.5% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโควิด-19 และมาตรการเพิ่มเติมของรัฐ

ด้านการส่งออก กกร. ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัว 8.0% ถึง 10.0% จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด ภายใต้เงื่อนไขสามารถควบคุมการระบาดในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมได้ และการฉีดวัคซีนให้แรงงานภายใต้ ม.33 ได้ทั่วถึง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 1.0% ถึง 1.2%
ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาล เร่งจัดสรรวัคซีนสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อรักษาความสามารถในการส่งออกสินค้าให้ได้ตามเป้าหมาย

คาดการณ์ กกร.

สุพันธุ์ กกร.

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงเรื่องวัคซีนว่า กกร.มองว่าเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะปีหน้าไทยเป็นเจ้าภาพเอเปค ถ้ายังไม่สามารถสร้างความมั่นใจในเรื่องการแพร่ระบาดได้ โอกาสทองก็อาจจะหลุดลอยไปได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นกังวล

นอกจากนี้ ยังเป็นห่วงถึงสภาพคล่องของเอสเอ็มอี ค่อนข้างย่ำแย่ เอสเอ็มอีที่มีปัญหาด้านการเงินหลังจากการเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 วงเงินเดิมที่บสย.ตั้งไว้ 40% อาจไม่เพียงพอ อยากให้เกิดความช่วยเหลือสัก 70% ฝากให้รัฐบาลดูแลตรงนี้เพิ่มเติม ให้เอสเอ็มอีเกิดสภาพคล่อง

“วันนี้ เรื่องการส่งออก ตัวเลขดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่อุตสาหกรรม ผู้ผลิตกำลังมีปัญหาเรื่องการระบาดอยู่ค่อนข้างเยอะ วัคซีนที่รัฐบาลจัดให้ตามมาตรา 33 ตอนนั้นเราดีใจ ว่าได้มีการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมจริง จาก 1.5 ล้านโคส ก็ถูกตัดมาเหลือ 1 ล้านโดส วันนี้เองก็ได้ไม่ถึง 1 ล้านโดส และโรงงานต่างๆ ที่ทำเรื่องส่งออกทั้งหมด ก็อยู่ในปริมณฑลเป็นหลัก แต่วัคซีนที่จัดมาอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เป็นที่น่ายินดี แต่โรงงานจำนวนมากที่อยู่ในปริมณฑล ไม่ว่าจะเป็นชลบุรี สมุทรสาคร อยุธยา ระยอง ล้วนแต่ไม่ได้รับการดูแลวัคซีนตรงนี้ ก็ยังน่าเป็นห่วง ทำให้เกิดการติด วันนี้เองก็ระบาดไปในหัวเมืองใหญ่ที่มีฐานการส่งออก อย่างสงขลา และตาก ซึ่งมีการแพร่ระบาดสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ก็ฝากว่า ถ้ารัฐจัดสรรวัคซีนก็อยากให้รัฐบาลมองถึงภาคอุตสาหกรรมตอนนี้ ซึ่งเราเป็นกำลังที่จะเสริมให้กับจีดีพีของประเทศอยู่”

03
ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง ว่ารัฐบาลต้องรีบเร่งในการจัดวัคซีนมาให้มากและเร็วที่สุด ซึ่งมีความสำคัญเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะในกรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงภาคเศรษฐกิจด้วย

ส่วนเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทย การเตรียมพร้อม 120 วัน ที่ทางภาครัฐต้องการเปิดประเทศ ทางหอการค้าจะมีการจัดการพบปะกับ CEO 40 ท่าน ในวันที่ 8 ก.ค. ซึ่งจะหารือเรื่องมาตรการต่างๆ และจะมีการนัดถกกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี วันที่ 9 ก.ค. เพื่อนำเสนอเกี่ยวกับเอสเอ็มอีจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เร็วที่สุดอย่างไรบ้าง ไม่เช่นนั้นผู้ประกอบการจะได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

 

NID 9908

ขณะที่นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานกกร. กล่าวว่า การประชุมกกร.ในวันนี้ ยังมีสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมหารือ ซึ่งจากการหารือในวันนี้ เห็นว่า

  • การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่รุนแรงและยาวนานขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า การแพร่ระบาดระลอกใหม่รุนแรงขึ้นจากเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้า ทำให้จำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการระบาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ การจ้างงานและรายได้แรงงาน ในพื้นที่ควบคุม นอกจากนี้ มาตรการจำกัดการเดินทางและข้อจำกัดในการกักตัว คาดว่ายังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในประเทศตลอดช่วงไตรมาสที่สาม และอาจจะกระทบแผนการเปิดประเทศได้ ดังนั้น ทุกฝ่ายจำเป็นต้องร่วมมือกันในการควบคุมการระบาดให้ได้โดยเร็ว โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการเร่งจัดหาวัคซีนให้เพียงพอและดำเนินการฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมาย
  • ภาคการส่งออกของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง มีแนวโน้มเติบโตได้มากกว่าที่คาดไว้เดิม แม้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มแผ่วลงเล็กน้อยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศอย่างอังกฤษ รัสเซีย ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ต้องกลับมายกระดับมาตรการควบคุมโรคอีกระลอก ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการค้าโลกในระยะต่อไป แต่ภาคส่งออกไทยยังมีศักยภาพและมีโอกาสในการเติบโตมากกว่าที่คาดไว้เดิม อย่างไรก็ตามภาคการผลิตของไทยยังมีความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด-19 และการกระจายวัคซีนที่ยังไม่ทั่วถึง
  • เศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงสนับสนุนจากทั้งนโยบายการเงินและการคลังเพิ่มเติม การแพร่ระบาดที่มีแนวโน้มยืดเยื้อทำให้ผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่น สะท้อนการสำรวจโดย ธปท. ในเดือน มิ.ย. ที่พบว่าผู้ประกอบการคาดการณ์ว่าธุรกิจอาจจะฟื้นตัวได้ในครึ่งหลังของปี 2565 เป็นต้นไป ซึ่งช้ากว่าเดิม 6 เดือน โดยธุรกิจส่งออกเป็นเพียง Engine เดียวของเศรษฐกิจ สอดคล้องกับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำลงกว่าเดิม ดังนั้น เศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงสนับสนุนจากนโยบายเพิ่มเติม เพื่อพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ
  • เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อแนวโน้มส่งออกของไทยในระยะต่อไป ที่ประชุม กกร. จึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 เป็นขยายตัวได้ในกรอบ 0.0% ถึง 5% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโควิด-19 และมาตรการเพิ่มเติมของรัฐ ด้านการส่งออก กกร. ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัว 8.0% ถึง 10.0% จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด ภายใต้เงื่อนไขสามารถควบคุมการระบาดในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมได้ และการฉีดวัคซีนให้แรงงานภายใต้ ม.33 ได้ทั่วถึง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 1.0% ถึง 1.2%

 

ข้อเสนอของ กกร.   

• มาตรการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจได้มากขึ้น กกร.ขอเสนอให้ บสย.เพิ่มวงเงินค้ำประกันให้แก่ลูกหนี้ของธนาคาร และจัดกลุ่มลูกหนี้ที่เป็น NPL ที่ได้รับผลกกระทบจากโควิด-19 แยกจากลูกหนี้ NPL ทั่วไป รวมไปถึงการยกเว้นค่าธรรมเนียมค้ำประกันในปีที่ 1-3 เนื่องจากอยู่ในช่วงเดือดร้อนที่สุด เพื่อช่วยลดภาระให้ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือ SME ภายใต้โครงการ Faster Payment ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ผู้ประกอบการได้รับการชำระเงินค่าสินค้าได้เร็วขึ้นภายใน 30 วัน ซึ่งจะดำเนินการขยายไปยัง SET100 และภาคส่วนอื่นๆ ต่อไป เพิ่มจากเดิมที่ได้ดำเนินการ MOU ไปแล้ว 163 แห่ง

• การจัดสรรวัคซีน
– ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรงมาก โดยเฉพาะที่กรุงเทพและปริมณฑล การกระจายวัคซีนไปยังศูนย์ฉีดวัคซีนของภาคเอกชนทั้ง 25 ศูนย์ ที่พร้อมจะสนับสนุนการฉีดวัคซีนให้ประชาชน ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนจากรัฐบาลมากระจายและเร่งการฉีดที่ 25 ศูนย์ที่มีความพร้อมที่จะสนับสนุนการฉีดได้มากถึง 80,000 โด๊สต่อวัน และมีมาตรฐานในการรองรับผู้ฉีดทุกกลุ่ม โดยขอให้รัฐบาลใช้ประโยชน์จากการเปิดศูนย์ฉีดฯ ให้เต็มประสิทธิภาพเพื่อลดผลกระทบในภาพรวม โดยภาคเอกชนพร้อมที่จะช่วยรัฐบาลในการเร่งฉีดและกระจายวัคซีนให้ถึงมือประชาชนให้เร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

– นอกจากนั้น ควรเร่งแผนการจัดหาวัคซีนและมีจุดยืนชัดเจนทางเลือกเป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อพลิกสถานการณ์สร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในระยะยาว เพื่อการควบคุมการแพร่ระบาด โดยนำบทเรียนจากจัดหาวัคซีนรอบแรกมาปรับแผนเพื่อให้ประเทศไทยได้มีวัคซีนที่พร้อมต่อการรับมือกับเชื้อโควิด 19 ที่กลายพันธุ์

– ขอให้จัดสรรวัคซีนสำหรับภาคอุตสาหกรรมเพื่อรักษาความสามารถในการส่งออกสินค้าให้ได้ตามเป้าหมาย
• สำหรับแผนในระยะยาว กกร. สนับสนุนให้ประเทศไทยต้องดำเนินการในการพัฒนาระบบ Digital Vaccine Passport โดยเฉพาะเพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดประชุม APEC 2022 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เดินทางมาจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักลงทุน รวมทั้งคนไทยในประเทศที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว โดยต้องให้ระบบและข้อมูลเป็นไปตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติเพื่อสนับสนุนทั้งในประเทศ INBOUND OUTBOUND ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ Open API ในการเชื่อมต่อต่อข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขกับภาคส่วนต่างๆ

• การจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ
– กกร. สนับสนุนการพัฒนากองเรือของชาติ เพื่อส่งเสริมเรือที่เป็นของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย ชักธงไทยบนเรือ โดยให้รัฐช่วยอำนวยความสะดวกด้านกฎ/ระเบียบ ตลอดจนโครงสร้างภาษี รวมทั้ง เร่งรัดการออก พ.ร.บ. ส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ. … ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว เพื่อมีระเบียบรองรับการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลพาณิชยนาวี แบบองค์การมหาชน ทำหน้าที่ พัฒนาและส่งเสริมกิจการพาณิชยนาวีโดยตรง เพื่อให้กองเรือไทย ธุรกิจพาณิชยนาวีไทยแข่งขันกับต่างชาติได้อย่างเท่าเทียม
– หากภาครัฐต้องการมีบทบาทในการผลักดันกองเรือไทย โดยการมีกองเรือที่ภาครัฐมีส่วนร่วม ขอให้ใช้กลไกที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ บริษัท บทด จำกัด ซึ่งรัฐถือหุ้นอยู่แล้ว เป็นกลไกส่งเสริมกองเรือและพาณิชยนาวีไทย ก็จะมีความคล่องตัวและเหมาะสม ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
– นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากองเรือของชาติ ซึ่งมี ภาคเอกชน โดย กกร. เข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนร่วมกับภาครัฐ เพื่อการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้

 

นอกจากนี้ นายผยง ยังกล่าวถึง โครงการของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ทั้ง 2 มาตรการ ในส่วนของสินเชื่อฟื้นฟู ณ 28 มิ.ย. สินเชื่อฟื้นฟูที่อนุมัติไปแล้วอยู่ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท เกือบ 2 หมื่นราย ส่วนพักทรัพย์พักหนี้ อนุมัติแล้ว 900 กว่าล้านบาท จำนวน 11 ราย

โดยประเด็นที่เร่งดำเนินการ คือ กฎเกณฑ์ที่ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการโอนทรัพย์ต่างๆ ออกมา คิดว่าธปท.จะสรุปประเด็นนี้ได้โดยเร็ว

แชร์ให้เพื่อน :

คลิปเด่นประจำวัน

ติดตามข่าวสารผ่านทาง LINE

TOP NEWS Mobile Application

ติดตาม TOP NEWS ผ่านช่องทาง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาติทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก