ดีเบตคึกคัก 4 ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. งัดวิสัยทัศน์แก้ปัญหาโรงเรียนในสังกัดกทม.

กดติดตาม TOP NEWS

4 ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ดีเบต ที่ “ท็อปนิวส์” ต่างแสดงวิสัยทัศน์แก้ปัญหาโรงเรียนในสังกัดกทม. ทั้งเดินหน้าเพิ่มความเสมอภาคเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพิ่มคุณภาพการศึกษาโรงเรียนใกล้บ้าน เพราะเป็นรากฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาว

วันที่ 7 พ.ค. 65 ที่สตูดิโอ สถานีโทรทัศน์ ท็อปนิวส์ ธนาซิตี้ ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ได้จัดเวทีศึกดีเบต 4 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ประกอบด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ และน.ต.ศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สังกัดพรรคไทยสร้างไทย โดยมีนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานกรรมการบริหาร สถานีโทรทัศน์ท็อปนิวส์เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และมีนายวรเทพ สุวัฒนพิมพ์ ผู้ประกาศข่าว สำนักข่าว Top News เป็นผู้ดำเนินรายการ ท่ามกลางบรรยากาศกองเชียร์จากผู้สมัครทั้ง 4 คนที่มาร่วมให้กำลังใจอย่างคึกคัก

โดยคำถามที่สอง เป็นคำถามของน.ส.อัญชะลี ไพรีรัก ผู้ประกาศข่าว และพิธีกรสถานีโทรทัศน์ ท็อปนิวส์ ที่สอบถามถึงการแก้ปัญหาโรงเรียนในสังกัดกทม.

โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ มองว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก คนที่จะเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ตนเองทำเรื่องการศึกษามาทั้งชีวิต มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหา และพัฒนาโรงเรียนในสังกัดกทม.เป็นอันดับแรก คือคนกทม.ต้องเลือกเรียนใกล้บ้าน เนื่องจากไม่ต้องย้ายโรงเรียนใหม่ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงปริญญา แตกต่างจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่มีการดูแลตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงจบมัธยมปลาย และปริญญาตรี หากตนได้เป็นว่ากทม.จะทำให้การศึกษาในกทม.ไร้รอยต่อ โดยไม่ต้องย้ายไปไหนภายใน 4 ปีมีความมุ่งมั่นจะสร้างโรงเรียนต้นแบบ 1เขต 1 โรงเรียนดูแลทั้งครู สวัสดิการเด็กและครูจะเพิ่มค่าอาหารเด็กจาก 20 บาทเป็น 40 บาททันที อยู่ในช่วงที่เด็กเติบโต มีการพัฒนาสมองได้เป็นอย่างดี อีกทั้งหลักสูตรต้องมีการเปลี่ยนแปลงต้องพัฒนา รวมถึงพัฒนาภาษา ซึ่งถือเป็นรายแทงแห่งอนาคตการศึกษาไทย

 

webp

 

webp

 

ด้านพล.ต.อ.อัศวิน ย้ำว่าตนเองเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่เติบโตจากโรงเรียนวัด ประจำตำบล เพราะฉะนั้นจะรู้รากฐานของโรงเรียนในสังกัดกทม.ทั้งหมด 437 แห่ง มีนักเรียนประมาณเกือบ3 แสนคน อย่างที่ดร.เอ้บอกว่ารัฐบาลให้ 20 บาท แต่เมื่อผมเข้ามาเป็นผู้ว่าราชการกทม. ผมให้เพิ่มอีก20 บาท เอาเข้าสภากรุงเทพมหานคร เมื่อก่อนมื้อเช้า 5 บาท กลางวัน 15 บาท ผมเคยไปดูบอก กินข้าวต้มกุ้ง วิญญานกุ้งมีหรือไม่ 5 บาท ผมเลยเพิ่มให้เป็น 40 บาท เช้า15 บาทกลางวัน 25 บาท ส่วนศูนย์เด็กเล็กผมได้เพิ่มไปอี 20 บาท ทั้งหมดผมยืนยันว่าทำไปหมดแล้ว แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้พูด นอกจากนี้ยังให้ทุนการศึกษาเอราวัณให้นักเรียนที่จบม.6 สังกัดกรุงเทพมหานคร หรือเป็นลูกของคนกทม.ปีละ 100 ทุน คนละ 1 แสนบาท เรียนหลักสูตร 4 ปีคณะศึกษาศาสตร์ 11 มหาวิทยาลัย หลังจากจบกทม.จะบรรจุให้เป็นครูโรงเรียนในของกทม.อย่างน้อย 12 ปี

 

 

นอกจากนี้พล.ต.อ.อัศวินยังได้ยกตัวอย่างผู้นำโลกบางประเทศ อย่างเนลสัน แมนดาลา บอกว่า การศึกษาสร้างโลก อยากจะบอกว่าจากนี้จะเพิ่มการศึกษา นอกจากเรียนดี เรียนฟรี มีอาชีพ มีอาหารฟรี และหลักสูตรของโรงเรียน จะมีวิชาเด็กเลือกเฉพาะทาง รวมถึงการเพิ่มสวัสดิการศูนย์เด็กเล็กเพิ่มเป็น 600 บาท ซึ่งเคยทำมาแล้ว และจะทำต่อไป ฝากความหวังให้คนรู้ที่จริงผมมาจากรากฐานที่จบจากโรงเรียนในกทม. ซึ่งเข้าใจเด็กยากจนเช่นกัน

 

ด้าน น.ต. ศิธา ขึ้นมากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นยืนยันว่าจะทำในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยทำ เนื่องจากที่ผ่านมาเรามักได้ยินว่าทุกคนจะทำเพื่อการศึกษา แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นความเป็นเลิศทางการศึกษาของบ้านเรา ซึ่งอย่างแรกที่ตนเองจะทำคือทำให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ ทุกวันนี้หลายคนทราบดีว่ามีการลำดับชั้นของโรงเรียน เรามองว่าโรงเรียนเอกชนให้การศึกษาดีที่สุดและเสียค่าเล่าเรียนสูงที่สุดพ่อแม่ที่มีเงินก็ยอมจ่าย รองลงมาคือโรงเรียนรัฐบาล ลำดับท้ายที่สุดคือโรงเรียนกทม. เรามักเห็นวิถีชีวิตของลูกใช้ชีวิตในรถ เพื่อเดินทางไปเรียนโรงเรียนไกลบ้าน ซึ่งจริงๆแล้วพ่อแม่ต้องการแค่นี้คือ หนึ่งส่งลูกไปเรียนโรงเรียนดีๆ สองอยู่ในโรงเรียนที่มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ และสามมีสถานที่ให้ออกำลังกาย และสี่ลูกมีความปลอดภัย สำหรับเด็กเล็ก เด็กกลาง เด็กโตต้องการเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นการดูแลของผู้ว่ากทม.ต้องดูแลตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็กในชุมชน

 

 

ฉะนั้นสิ่งที่จะทำอันดับแรกคือ ทำให้โรงเรียนของกทม. มีความเสมอภาคเท่ากับโรงเรียนรัฐบาลให้ได้ นิยามของผมคือโรงเรียนที่ดีที่สุดคือโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน ให้ความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง ไม่ต้องให้พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งต้องลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกและแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงๆเพราะต้องการสูงลูกเข้าโรงเรียนดีๆ ที่ผ่านมาหลักสูตรของกทม.เราสอนเด็กเพื่อให้เด็กไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆเพื่อไปตกงานในอนาคต โดยไม่สอนให้เด็กจบไปเรียนรู้การทำงานจริงๆ แต่หลักสูตรของกทม. เราจะสอนให้เด็กไปทำงานควบคุมเอไอ เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนหลักสูตรใหม่ ซึ่งผมจะทำในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยทำ

 

 

 

ปิดท้ายที่ นายสกลธี ซึ่งมองถึงวัตถุประสงค์ที่อยากจะช่วยผู้ที่มีรายได้น้อยในกรุงเทพมหานคร ยังคงมีปัญหาเรื่องของการเปลี่ยนโรงเรียนของเด็ก สมควรมีการแก้ไขการเรียนอย่างครบวงจร หากมองในหลักต่างประเทศ เช่น ฟินแลนด์ ตามระบบการศึกษาโลก ระบุว่าโรงเรียนดี คือโรงเรียนที่ใกล้บ้าน แต่ของบ้านเราโรงเรียนดีโรงเรียนที่ใกล้บ้านอาจจะไม่ดีก็ได้ จึงต้องมีการปรับปรุงและให้มีความทันสมัยทั้งหลักสูตรและแนวทางการสอนของครู ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ สอนให้เด็กคิดวิเคราะห์เอง เมื่อโตไปจะได้คิดเป็น

 

 

 

นอกจากนี้อุปกรณ์ในการเรียนของเด็กในสังกัด กทม. ยังดีไม่พอ เพราะจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาเด็กนักเรียนจำเป็นต้องเรียนออนไลน์หลายคนไม่สามารถเข้าถึง ดังนั้นถือเป็นจุดอ่อน เพราะหลายโรงเรียนมีความกลัวในการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน ซึ่งหากตนเองมีโอกาสได้เป็นผู้ว่าจะเข้ามาพัฒนาในประเด็นนี้ ไม่ต้องกลัวความไม่โปร่งใส เพราะฝันของผมคือทำอย่างไรโรงเรียนในสังกัดกทม.เป็นโรงเรียนดีและใกล้บ้าน รวมถึงศูนย์เด็กเล็ก ที่พัฒนายาก เพราะมีอุปสรรคเนื่องจากหลายที่เป็นพื้นที่เอกชน งบประมาณของกทม.ไม่สามารถพัฒนาในพื้นที่ของเอกชนได้ดังนั้นหากตนพร้อมจะทลายทุกข้อบัญญัติของกฎหมาย เพื่อให้สามารถนำเงินมาพัฒนาให้กับเด็กได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาติทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก