ขับไล่’แอมเนสตี้’ไม่ใช่เรื่องใหม่’เมียนมา-ฮ่องกง-อินเดีย’ไล่ตะเพิดมาแล้ว

ขับไล่’แอมเนสตี้’ไม่ใช่เรื่องใหม่’เมียนมา-ฮ่องกง-อินเดีย’ไล่ตะเพิดมาแล้ว

“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” เป็นกลุ่มคนธรรมดาๆ ทั่วโลกกว่า 10 ล้านคนที่รวมตัวกันเพื่อรณรงค์ ปกป้อง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เราเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนที่ถูกละเมิดสิทธิ ร่วมมือกับรัฐเพื่อผลักดันกฎหมายและนโยบายที่คุ้มครอง ไปจนถึงสร้างความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนให้กับเยาวชนและคนในสังคม แต่ภาพลักษณ์ที่เราเห็นในประเทศไทยนั้น เป็นองค์กรแนวร่วมที่สนับสนุนทั้งกำลังคนและปัจจัย ให้แก่กลุ่มคนคิดร้ายทำลายความมั่นคงภายในของประเทศเป้าหมายซึ่งในประเทศไททยเราเห็นเด่นชัดในเรื่องนี้ ที่มาในฐานะนักสิทธิมนุษยชนอ้างว่าช่วยเหลือคนที่ถูกละเมิดสิทธิ

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 139/21, ซอย ลาดพร้าว 5 ถนน ลาดพร้าว, แขวง จอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
เมื่อวันที่ 13 ก.ค.63 ได้มีการคัดเลือกแต่งตั้ง คณะกรรมการชุดล่าสุดของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ประกอบไปด้วย
ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ประธานกรรมการ
วศิน พงษ์เก่า กรรมการ
ณพัทธ์ นรังศิยา กรรมการ
นาซานีน ยากะจิ กรรมการเยาวชน
ศศวัชร์ คมนียวนิช เหรัญญิก
ชัดเจนในเรื่องกิจกรรมของแอมเนสตี้ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญาม.112 , การเรียกร้องให้ทั่วโลกมีการส่งหนังสือกดดันให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้กระทำผิด อย่างเช่น น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล
จนกลุ่มคนไทยที่มองเห็นถึงปัญหา การเคลื่อนไหวนี้ ส่งสัญญาณถึงการต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย จึงได้รวมตัวยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการขับไล่องค์กรแอมเนสตี้ฯ นี้ให้พ้นจากประเทศไทย โดยยื่นผ่าน ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้พูดช่วงหนึ่งที่รับหนังสือว่า “ได้ตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยแล้ว พบว่ามีการจดทะเบียนองค์กรไม่ถูกต้องกับวัตถุประสงค์จึงขอให้เพิกถอนใบอนุญาตองค์กรนี้ โดยหลังจากนี้จะล่ารายชื่อ 1 ล้านรายชื่อทั่วประเทศเพื่อขับไล่แอมเนสตี้ฯให้พ้นจากประเทศไทย มี 2 แนวทางคือ 1. เราจะกดดันด้วยกฎหมาย เพื่อจัดการกับแอมเนสตี้ฯ ที่ไม่รักษากฎหมายของไทย จึงต้องเอาเข้าคุก หรือเอาออกนอกประเทศ หรือไม่ก็ยุบองค์กรดังกล่าวให้ได้ และ 2. กดดันด้วยพลังพี่น้องประชาชนที่จงรักภักดีกับสถาบันให้หยุดการกระทำที่ทำอยู่

“ผมขอสัญญากับมวลชนว่า ผมไม่ยึดติดตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี คนอย่าง แรมโบ้ อีสาน มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ใครที่คิดมาทำลายแผ่นดิน ชาติ ศาสนา และคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมพร้อมพลีชีพกับพี่น้องประชาชน ถ้าผมไล่แอมเนสตี้ฯ ออกนอกประเทศไม่ได้ จะลาออกจากตำแหน่งแต่ไม่ออกจากประเทศเพื่อมาขับเคลื่อนร่วมกับพี่น้องประชาชนและไล่แอมเนสตี้ฯ ออกไป”
ซึ่งท่าทีของ แรมโบ้ที่ดุดัน กล้าเอาเก้าอี้ ของตัวเองเป็นเดิมพัน เชื่อว่าคงตรวจสอบข้อมูลการขอจดทะเบียนมาอย่างชัดเจนแล้ว จึงมั่นใจและกล้าประกาศเช่นนี้

ขณะที่นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ส.ว. กล่าวถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกการจัดตั้งองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เพราะมีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทบความมั่นคงของประเทศว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือองค์การนิรโทษกรรมสากล ถือเป็นองค์กรแม่ มีหลักในการดูแลกรณีการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ แอมเนสตี้ฯ ในประเทศไทย เป็นองค์กรลูกที่ไม่ตรงไปตรงมา เพราะยืนอยู่ฝั่งต่อต้านรัฐบาล และไปพิทักษ์สิ่งที่ผิด ย่ำยีสิ่งที่ถูกต้อง ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ผิดหลักการ ใช้เป็นเครื่องมือย่ำยีทำลายประเทศตนเอง เชื่อว่าในอนาคตองค์กรก็จะล่มสลายไปเอง ซึ่งหลักการขององค์กรแม่นั้นถือว่ามีความตั้งใจดี แต่คนนำไปยืนผิดจุด เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย องค์กรมีหลักการดี แต่ผิดที่คน

หากจะเข้ามาจัดตั้งในประเทศไทยได้ จะต้องทำเรื่องขออนุญาตทางรัฐบาลไทย เพื่อขอมาตั้งองค์กรในประเทศ โดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแล แต่เมื่อเป็นองค์กรต่างชาติด้วยแล้วทางกระทรวงมหาดไทยจะต้องทำเรื่องประสานกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้การรับรอง เมื่อมีการทำผิดเกิดขึ้นทางกระทรวงมหาดไทยต้องประสานกระทรวงการต่างประเทศ ทำเรื่องไปถึงองค์กรหลักเพื่อให้แก้ไขปัญหา แต่หากองค์กรหลักไม่ดำเนินการ ต้องจัดการโดยกฎหมายไทย เพราะเรื่องนี้องค์กรไม่มีปัญหา แต่คนมีปัญหา

การขับไล่ หรือผลักดันให้องค์กร NGO ที่มีพฤติกรรมในการกระทำผิดกฎหมายของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทยไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะหลายแห่งก็ดำเนินการจนปิดสำนักงานไปแล้ว อาทิ

เมียนมาหลังจากทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคเอ็นแอลดีเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาคณะผู้บริหารแห่งรัฐ (State Administration council=SAC) พบหลักฐานว่าต่างชาติใช้สำนักงานและเจ้าหน้าที่ของแอมเนสตี้ฯในพม่าเป็นเส้นทางส่งเงินมาจัดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทหาร
เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นสำนักงานแอมเนสตี้ฯ พบหลักฐานการโอนเงินจากต่างประเทศและอายัดเงินได้จำนวนมากพร้อมทั้งจับกุมผู้บริหารสำนักงานไปดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินและจัดการชุมนุมประท้วงก่อจลาจลผิดกฎหมาย
เจ้าหน้าที่แอมเนสตี้ฯ ที่เหลืออีก 11 คนที่ถูกออกหมายจับหลบหนีเข้าป่าไปร่วมฝึกอาวุธกับกลุ่มชาติพันธุ์ จากคนที่อ้างว่าทำเพื่อสิทธิมนุษยชนเพื่อเสรีประชาธิปไตยที่ถนัดการใช้ไมโครโฟนกลายเป็นคนจับปืนขึ้นมาเข่นฆ่าประชาชนเสียเอง

ฮ่องกง มีรายงานคนของแอมเนสตี้ฯ ร่วมกับองค์กรต่างๆจัดการชุมนุมสร้างความรุนแรงตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2563 และเมื่อปักกิ่งออกกฎหมายความมั่นคงภายใน เมื่อเดือน มิ.ย 2563 แอมเนสตี้ฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรเป้าหมายที่เข้าข่ายได้ใช้บริการกฎหมายความมั่นคงภายใน บรรดาผู้บริหารระดับสูงของแอมเนสตี้ฯในเกาะฮ่องกงก็พากันหนีไปก่อนล่วงหน้า
และในเดือนตุลาคม 2564 แอมเนสตี้ฯซึ่งเคลื่อนไหวในฮ่องกงมานานกว่า 45 ปี ก็ประกาศปิดตัวเองเพราะกลัวถูกดำเนินคดี แอมเนสตี้ฯในฮ่องกง ประกาศยุติการดำเนินงานเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ในขณะที่สำนักงานภูมิภาค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักเลขาธิการแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล จะปิดตัวลงภายในสิ้นปี 2021
“อันจูลา ไมอา ซิงห์” ประธานกรรมการสากลแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า “เราตัดสินใจด้วยความยากลำบาก โดยเป็นผลมาจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกง ซึ่งทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนในฮ่องกงแทบไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างเป็นอิสระ และทำงานด้วยความหวาดกลัวที่จะถูกตอบโต้อย่างร้ายแรงจากรัฐบาล..”

อินเดีย หลังจากถูกรัฐบาลอายัดบัญชีธนาคารของแอมเนสตี้ และคนในเครือข่ายทั้งหมดเมื่อกันยายน 2563 สำนักงานแอมเนสตี้ฯทั่วประเทศอินเดียอันกว้างใหญ่ ว่ากันว่าคนที่แอมเนสตี้ฯจ้างงาน ต้องตกงานแทบอดตายกว่า 100 คน แล้วออกมาคร่ำครวญว่ารัฐบาลอินเดียล่าแม่มด ทั้งที่แอมเนสตี้ปฏิบัติตามกฎหมายอินเดียทั้งหมด และไม่ได้รับการสื่อสารจากทางการเกี่ยวกับการระงับบัญชีธนาคารแต่อย่างใด ด้านกระทรวงมหาดไทยของอินเดีย ก็โต้ในแถลงการณ์ว่าแอมเนสตี้อินเดียได้รับเงินจากต่างประเทศโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
..“เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลอินเดียพยายามล่าแม่มดกับองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน โดยยัดเหยียดข้อครหาที่ไม่มีมูลและมีจุดประสงค์แอบแฝง” แอมเนสตี้ฯ ระบุในถ้อยแถลงของทางกลุ่มยืนยันว่า การถูกอายัดบัญชีนั้นไม่น่าจะใช่ “อุบัติเหตุ” อย่างแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมาแอมเนสตี้ฯ ได้ตีแผ่รายงานอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงโดยตำรวจระหว่างที่เกิดเหตุจลาจลในกรุงนิวเดลีเมื่อเดือน ก.พ. รวมถึงพฤติกรรมล่วงละเมิดของกองกำลังความมั่นคงอินเดียในแคชเมียร์

“การปฏิบัติต่อกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนราวกับเป็นแก๊งอาชญากร และทำกับผู้ต่อต้านรัฐบาลเหมือนเป็นอาชญากร โดยปราศจากหลักฐานรองรับ ถือเป็นการจงใจสร้างความหวาดกลัวและปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในอินเดีย” นายอาวินาช กุมาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ฯ ประจำอินเดีย แถลงปิดสำนักงานทั้งหมดในอินเดียเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2563
ก่อนมีการปิดตัวเกิดขึ้น สำนักงานในบังกาลอร์ถูกบุกค้นในปี 2561 มาแล้วฐาน ละเมิดข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินต่างประเทศ บัญชีของแอมเนสตี้ถูกระงับ ส่งผลให้ต้องเลิกจ้าง แต่ต่อมาศาลก็ยังมีการลดหย่อนโทษให้ทำให้กลุ่มสามารถเข้าถึงบัญชีได้อีกครั้ง

ในประเทศอินเดีย ในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ในประเทศสหภาพพม่า และอื่นๆ อีกหลายประเทศเขาจัดการกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่น อย่างเด็ดขาดโดยการติดตามพฤติการณ์และตรวจสอบเส้นทางการเงินเมื่อพบว่าทำผิดกฎหมายนำเงินที่ได้จากต่างประเทศมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ ใช้เงินในการปลุกระดมมวลชนเพื่อล้มล้างทำลาย เขาก็ใช้กฎหมายดำเนินทันที

เห็นตัวอย่างบางประเทศแล้วหันมาดูความเคลื่อนไหวของแอสเนสตี้ฯในประเทศไทย และปฏิกิริยาตอบสนองจากรัฐบาล จะพบว่ารัฐบาลไทยปล่อยให้เอ็นจีโอกลุ่มต่างๆ รวมทั้งแอมเนสตี้ฯ เคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้อย่างเสรี เอ็นจีโอทุกองค์กร ทำกิจกรรมทุกอย่างได้ตามความพอใจโดยที่รัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ
ถึงแม้ว่า คนไทยจะล่ารายชื่อได้หลายล้านคน ยื่นเรื่องกดดันไปที่รัฐบาลไทยก็ไม่มีค่าเลย ถ้ารัฐบาลไทย โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไม่จัดการอย่างเด็ดขาด

แชร์ให้เพื่อน :

คลิปเด่นประจำวัน

ติดตามข่าวสารผ่านทาง LINE

TOP NEWS Mobile Application

ติดตาม TOP NEWS ผ่านช่องทาง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาติทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก