ส่วนกรณีที่มีการให้ข้อมูลว่า ที่ดินของป้าบัวไขตกเป็นของวัดตั้งแต่ปี 2533 นายวรเดช กล่าวว่า ข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายทายาทเข้าใจ ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินสำหรับสร้างวัด ตามมาตรา 33 (2) ไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ตามมาตรา 33 (1) โดยหากเป็นที่ธรณีสงฆ์ ก็จะเป็นที่ดินของวัดตั้งแต่มีการยกให้ตามที่มีการกล่าวอ้าง
แต่กรณีนี้ ฝ่ายทายาทเห็นว่า การโอนโฉนดที่ดินครั้งนี้เป็นการผิดวัตถุประสงค์ของผู้ให้ คือ “พ่อเฮียง” ซึ่งมอบที่ดินไว้เพื่อสร้างวัด จึงเห็นว่าการโอนดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบว่าเป็นไปตามกฎหมายและเจตนารมณ์ของผู้ให้หรือไม่
นายวรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า โฉนดที่มีการโอนไปนั้นไม่ใช่ที่ดินของวัด โดยที่ดินซึ่งฝ่ายทายาทยอมรับว่าตกเป็นของวัดเป็นคนละแปลงกับโฉนดที่มีการโอน โดยโฉนดที่มีการโอนเป็นที่ดินตามมาตรา 33 (2) ซึ่งเป็นที่ดินเพื่อสร้างวัด และฝ่ายทายาทเห็นว่าจะต้องสร้างวัดให้แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์เสียก่อน
นอกจากนี้ ฝ่ายทายาทยังพบเอกสารหรือผังเมื่อปี 2541 ซึ่งปรากฏในรายการชื่อดังระบุว่าบริเวณที่ตั้งวัดมีสิ่งก่อสร้างจำนวน 12 รายการ แต่เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบกลับไม่พบสิ่งก่อสร้างตามที่ระบุ จึงตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการนำข้อมูลสิ่งก่อสร้างมาใช้ประกอบการขอตั้งวัด ทั้งที่สภาพพื้นที่จริงไม่เป็นไปตามเอกสาร และเห็นว่าประเด็นนี้ควรได้รับการตรวจสอบว่า การขอตั้งวัดดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

นายวรเดช ระบุว่า มีการยื่นเอกสารขอตั้งวัดในปี 2541 และทางมหาเถรสมาคมเข้าใจว่ามีสิ่งก่อสร้างอยู่ในพื้นที่และอนุญาตให้ก่อตั้งวัด ดังนั้น เมื่อมีการตรวจสอบย้อนหลังและพบว่าไม่มีสิ่งก่อสร้างตามที่ระบุไว้ จึงเห็นว่าเป็นโมฆะ
นายวรเดช ย้ำว่า การเดินทางมาในวันนี้เป็นการแจ้งความในคดีใหม่ และได้นำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องมามอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและกระบวนการโอนที่ดินทั้งหมด
ด้าน น.ส.ชมมณี หรือ “ป้าดา” กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมมีการประณามครอบครัวว่า ต้องการเอาที่ดินของวัด แต่ขอยืนยันว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของวัด แต่เป็นที่ดินของทายาทที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ “นายเฮียง” และครอบครัวต่อสู้เรื่องที่ดินผืนนี้มานานกว่า 20 ปี
ป้าดา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้สอบถามไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหาความจริงว่าที่ดินประมาณ 21 ไร่ เป็นของวัดจริงหรือไม่ แต่หลายหน่วยงาน รวมถึงพระผู้ใหญ่ เคยตอบกลับมาว่าไม่ได้เป็นวัด เนื่องจากไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบ
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการโอนที่ดินเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ทายาทได้ทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด โดยผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดให้ข้อมูลว่า เป็นวัดมาตั้งแต่ปี 2492 ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่าเป็นวัดตั้งแต่ปี 2541 และทีมทนายความให้ข้อมูลว่าเป็นวัดตั้งแต่ปี 2525
ป้าดา จึงตั้งคำถามว่า สรุปแล้วสถานะของวัดเริ่มต้นในปีใด เพราะข้อมูลจากแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสในปี 2535 ทั้งที่ฝ่ายทายาทอ้างว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีวัดตามสถานะที่ถูกต้อง
ป้าดา กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ทายาทได้ทำหนังสือคัดค้านไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น แต่สุดท้ายยังมีการโอนโฉนดที่ดิน ขณะเดียวกันคดีเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน 21 ไร่ ยังอยู่ในชั้นศาลฎีกาและฝ่ายทายาทระบุว่ายังไม่มีคำพิพากษา แต่กลับมีการโอนโฉนดไปเป็นของวัด จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบตั้งแต่แรก
ป้าดา กล่าวว่า วันนี้จึงเดินทางมาแจ้งความ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบว่า ใครเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการโอนที่ดินดังกล่าว เพราะ “นายเฮียง” มีทายาทจำนวนมาก และครอบครัวต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยตลอด โดยเห็นว่าประเทศมีกฎหมายที่ดินและมีกฎกติกา แต่ทายาทกลับถูกกดดันให้ปิดปากหรือถูกดำเนินคดีเพียงเพราะออกมาพูดถึงสิทธิในที่ดินของครอบครัว
พร้อมยืนยันว่า หากฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำเอกสารหรือหลักฐานมาแสดงเพื่อยืนยันสถานะของวัดและที่ดิน ก็ต้องเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยป้าดากล่าวหาว่า หลักฐานบางส่วนที่อีกฝ่ายนำมาแสดงเป็นหลักฐานเท็จ 100 เปอร์เซ็นต์
ด้านนายวรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายทายาทไม่ได้ไม่เคารพคำสั่งศาล แต่เมื่อตรวจสอบย้อนหลังกรณีที่ศาลเคยมีคำพิพากษาระหว่างเจ้าอาวาสวัดกับป้าบัวไข ซึ่งมีการต่อสู้กันในศาล ฝ่ายทายาทตั้งข้อสังเกตว่า คู่กรณีอีกฝ่ายอาจไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้าอาวาสหรือเป็นวัดที่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายทายาทเป็นเจ้าของโฉนด
