ถอดรหัส!! เบื้องหลัง “นิรโทษกรรม” พ้นมลทิน แล้ว “หักหลัง” แค่ไม่พอใจ ไล่บีบรัฐบาล!???

ถอดรหัส!! เบื้องหลัง "นิรโทษกรรม" พ้นมลทิน แล้ว "หักหลัง" แค่ไม่พอใจ ไล่บีบรัฐบาล!???

หลังจากที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมการเมือง เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 69 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 69 เพื่อนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาในประเทศตั้งแต่ปี 2548 ถึงยุคสงครามสีเสื้อมายาวนานกว่า 20 ปี

สาระสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ กำหนดให้มีการนิรโทษกรรมแก่บุคคลที่ได้กระทำการอันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองที่มีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง โดยครอบคลุมกรอบการกระทำที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 – 16 ก.ค. 2568 รวมความผิดตามฐานกฎหมายต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ เช่น ความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.อาวุธปืน รวมถึงประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

 

ข่าวที่น่าสนใจ

ข้อยกเว้นความผิดที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม (มาตรา 3)ไว้อย่างชัดเจน โดยมิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, ความผิดต่อส่วนตัว หรือการกระทำที่ผู้กระทำต้องรับผิดชอบต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม
เมื่อย้อนดู พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฟังดูเหมือนความผิดที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมืองในห้วงเวลาดังกล่าวจะหลุดโดยอัตโนมัติ แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะกฎหมายตามมาตรา 4 และมาตรา 5 กำหนดให้มี “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าบุคคลหรือการกระทำใดเข้าหลักเกณฑ์นิรโทษกรรมได้ตามกฎหมาย พร้อมทั้งออกระเบียบที่เกี่ยวข้อง รับเรื่องร้องขอ และจัดทำรายงานสรุปผลเสนอต่อรัฐสภา คำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด และมีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง โดยกฎหมายกำหนดให้จัดประชุมครั้งแรกภายใน 30 วันนับแต่วันที่กฎหมายบังคับใช้ หรือภายในวันที่ 22 ก.ย. 69 และต้องดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน โดยขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน

นี่ถือเป็นความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย และสมาชิกวุฒิสภา ที่ใจกล้าในการสลายความขัดแย้ง ยุติสงครามสีเสื้อ แบ่งฝักฝ่ายการเมือง ที่ยืดเยื้อทำประเทศชาติแตกแยกเสียหายมานานกว่า 20 ปี

ทั้งนี้ ความพยายามของแกนนำการชุมนุมที่เสนอนิรโทษกรรมผ่านนักการเมือง ผ่านรัฐบาลที่ตัวเองสนับสนุน ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลุ่ม นปช. มีความพยายามเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม แต่พ่วงคดีทุจริตไปด้วย จากความตั้งใจสลายความขัดแย้ง แต่กลายเป็นการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล

ผ่านมาในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สารพัดม็อบที่เกิดขึ้น และปรากฏมีเยาวชนที่ร่วมชุมนุมและกระทำผิดกฎหมายฝ่าฝืนการชุมนุม และกฎหมายจราจรเป็นจำนวนมาก จนช่วงปลายยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้มี นพ.ระวี มาศฉมาดล สส.พรรคพลังธรรมใหม่ ยื่นร่างกฎหมายนิรโทษกรรมไว้ ถือเป็นหัวเชื้อของกฎหมายนี้ จนมาเป็นรูปธรรมในยุครัฐบาลเพื่อไทย กฎหมายผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่ค้างอยู่ที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา แต่สภาสิ้นสุดไปเมื่อนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี MOA ประกาศยุบสภา ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งผลการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สภาโหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ร่างกฎหมายจากสภาชุดเดิม หากคณะรัฐมนตรีไม่มีมติยืนยันในกรอบ 60 วัน ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 147 กฎหมายนั้นก็จะตกไป เมื่อรัฐบาลพิจารณาถึงความเดือดร้อนของประชาชน นักสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อสลายสีเสื้อ สลายความขัดแย้ง คืนความสงบให้กับสังคม คณะรัฐมนตรีจึงมีมติพิจารณาร่างกฎหมายนี้ จนผ่านความเห็นชอบของสมาชิกวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบ จนที่สุดกฎหมายประกาศใช้ เข้าสู่ขั้นตอนการตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข

 

ขณะที่ความเคลื่อนไหวฝ่ายผู้ชุมนุม โดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม นปช. และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้สื่อสารผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้เตรียมทีมทนายความและตัวแทนจากทุกฝ่ายการเมือง เพื่อยื่นรายชื่อผู้ต้องคดีทางการเมืองเข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรม ซึ่งได้เตรียมการเจรจาพูดคุยตั้งแต่กฎหมายผ่านสภา และเข้าสู่ขั้นตอนทูลเกล้าฯ แล้ว โดยได้ทำบัญชีรวบรวมรายชื่อบุคคลที่ถูกดำเนินคดีในกรอบระยะเวลา 20 ปีที่กฎหมายสร้างเสริมสันติสุขกำหนด ซึ่งเชื่อว่าจะครอบคลุมผู้ต้องคดีไม่ต่ำกว่า 90% ในการยื่นรายชื่อต่อคณะกรรมการฯ รอบแรก

ด้านกลุ่มเยาวชนและมวลชนหลังรัฐประหาร 2557 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ประชุมเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ และ กปปส. และแนวร่วม มีการรวบรวมข้อมูลพร้อมจะดำเนินการเช่นเดียวกัน หลังจากนี้จะมีการนัดหารือร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและตกลงแนวทางการทำงาน จากนั้นจะเข้าพบปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข คาดการณ์ว่าจะมีผู้ได้รับการนิรโทษกรรมทุกกลุ่มการเมืองไม่ต่ำกว่า 6,000 ราย

นี่คือคุณูปการจากรัฐบาลภูมิใจไทยที่เปิดประตู “นิรโทษกรรม” ได้สำเร็จ แต่ดูเหมือนหม้อข้าวยังไม่ทันดำ เมื่อบรรดามวลชน และแกนนำบางคนที่ได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต่างเริ่มออกมารวมตัวกดดันรัฐบาล

7 กันยายน 2569 นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย และ นายนิติธร ล้ำเหลือ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยมีวัตถุประสงค์หลักไม่ใช่การจัดม็อบเพื่อ “ขับไล่รัฐบาล” ให้ลาออก แต่เป็นการกดดันและเปิดโปงความไม่โปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

10 กันยายน 2569 นายสนธิ พร้อมด้วยแกนนำกลุ่ม “ทวงคืนประเทศไทย” มวลชนประมาณ 200 คน เดินทางไปชุมนุมที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการขยายอิทธิพลของทุนสีเทาต่างชาติ และมีแนวทางลงพื้นที่ภาคใต้ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาในวันที่ 26 กันยายน จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดภูเก็ต แล้วจึงวนกลับมาจัดเวทีจังหวัดชลบุรี และระยองตามเพื่อเปิดโปงและโจมตีปัญหา “ทุนเทาจีน”

ขณะเดียวกันมีรายงานว่ากลุ่มเยาวชนอิสระที่เคยเป็นกลุ่มมวลชนเดิมอย่างเช่นทะลุแก๊ส ทะลุวังที่ได้รับอานิสงส์จากนิรโทษกรรมยังออกมารวมตัวร่วมขบวนกดดัน กกต. ในคดีฮั้ว สว. ที่บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครร่วมกับ iLaw และพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา โดยใช้ข้ออ้างตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม

จากผลพวงดังกล่าวนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “นิรโทษกรรมหลอกลวง” ที่ฉากหน้าเริ่มต้นด้วยความปรองดองสมานฉันท์ แต่เมื่อรัฐบาลอนุทินพายเรือส่งถึงฝั่ง กลับกลายเป็นนิรโทษกรรม “หักหลัง” ในวันที่คนเหล่านี้พ้นมลทิน ไร้โซ่ตรวนทางกฎหมายมาบีบรัดอีกต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

อธิบายชัดเจน "พล.ต.ณัฏฐ์" นักรบอีสานใต้ สรุป 7 ข้อ สถานการณ์ชายแดน ชี้ชัดเขมรรบ 2 รอบสูญเสียย่อยยับ ผู้นำเข็ดขยาดทำศึกรอบใหม่ ลั่นเปิดมารับรองร้องไห้หนักกว่าเดิม!!??
ผู้ว่าฯ สงขลา มอบทุน “คุณพ่อเพิ่ม–คุณแม่วิจิตรา” 82 ทุน ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาเยาวชนสทิงพระ
"สมุทรสาครโมเดล" ลดจำนวนปลาหมอคางดำ สู่ทางออกที่ยั่งยืน
ตร.พัทลุงล็อกรถ จยย. ต้องสงสัย คุมผู้ครอบครองสอบขยายผล โยงคดีคนร้ายบุกยิงบ้านเขาปู่
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดตามแผนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางบกและทางอากาศ
“สรรเพชญ” เดินหน้าแก้รถติดท่าเรือแหลมฉบัง ชูมาตรการ 3 ระยะ เร่งยกระดับระบบโลจิสติกส์ไทย

ดู LIVE รายการ