รศ.ดร.ธนพร ระบุว่า การเลือกหยิบเฉพาะความเห็นของนายสิทธิโชติมาเสนอราวกับเป็น “ความจริงสุดท้าย” ขณะที่ลดทอนมติของกรรมการเสียงข้างมาก เป็นการกลับหัวกลับหางหลักการขององค์กรที่ตัดสินใจในรูปคณะกรรมการ เพราะตามกฎหมาย เมื่อมีการลงคะแนนแล้ว มติเสียงข้างมากย่อมเป็นมติของ กกต.
เสียงข้างน้อยสามารถอธิบายเหตุผลของตนเองได้ และสังคมก็รับฟังได้ แต่ไม่มีสถานะเป็นคำวินิจฉัยขององค์กร และไม่สามารถนำมาใช้ล้มล้างมติเสียงข้างมากผ่านกระแสการเมืองหรือแรงกดดันจากสังคมได้
รศ.ดร.ธนพรย้ำว่า การมีความเห็นแตกต่างกันภายในองค์กรวินิจฉัยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีทั้งคำวินิจฉัยของฝ่ายเสียงข้างมากและความเห็นของตุลาการฝ่ายเสียงข้างน้อย โดยจัดทำเป็นคำวินิจฉัยรายบุคคลให้ประชาชนและนักวิชาการนำไปศึกษา
แต่ไม่ว่าจะมีความเห็นแตกต่างกันเพียงใด คำวินิจฉัยที่มีผลตามกฎหมายก็ยังต้องยึดเสียงข้างมาก ไม่มีใครนำความเห็นของตุลาการเสียงข้างน้อยมาอ้างว่าเป็นคำวินิจฉัยของศาล หรือใช้ล้มผลการลงมติขององค์คณะได้
“คดีศาลรัฐธรรมนูญมีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยเป็นเรื่องปกติ คำวินิจฉัยรายบุคคลก็มีให้อ่านและศึกษากันมาตลอด ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้น กรณี กกต.ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีเสียงข้างมากก็ย่อมมีเสียงข้างน้อย แต่ผลตามกฎหมายต้องเป็นไปตามมติเสียงข้างมาก” รศ.ดร.ธนพรกล่าว
พร้อมเสนอว่า หากต้องการให้สังคมเห็นเหตุผลของกรรมการ กกต.แต่ละคนอย่างครบถ้วน ก็ควรแก้ไขกฎหมายให้ กกต.จัดทำคำวินิจฉัยรายบุคคล ทั้งฝ่ายเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย และนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดให้ตรวจสอบได้ว่าแต่ละคนใช้พยานหลักฐานและเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร
เสียงข้างน้อยไม่ใช่ “พระเอก” และต้องถูกตรวจสอบเหมือนกัน
รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า ปัญหาในเวลานี้คือฝ่ายการเมืองบางกลุ่มกำลังนำความเห็นของนายสิทธิโชติไปสร้างภาพว่า กกต.เสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายเปิดโปงความจริง ขณะที่กล่าวหาเสียงข้างมากว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายสีน้ำเงิน ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างเพียงพอ
หากจะตั้งคำถามต่อความเป็นกลางของกรรมการเสียงข้างมาก ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันตรวจสอบนายสิทธิโชติและกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อยด้วย ไม่ใช่ถือว่าความเห็นใดถูกต้องและบริสุทธิ์โดยอัตโนมัติ เพียงเพราะตรงกับความต้องการของพรรคการเมืองหรือกลุ่มเคลื่อนไหวบางฝ่าย
นอกจากนี้ หากฝ่ายสีน้ำเงินสามารถควบคุม กกต.ได้ทั้งหมดจริง ก็ควรอธิบายให้ได้ว่า เหตุใดมติ กกต.จึงมีชื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับแกนนำสำคัญของฝ่ายสีน้ำเงิน รวมอยู่ในกลุ่มผู้ถูกดำเนินการด้วย
รศ.ดร.ธนพรระบุว่า รายชื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์มีน้ำหนักทางการเมืองมากกว่าบุคคลอีกหลายรายที่สังคมรู้จัก หากสามารถสั่งการ กกต.ได้จริง บุคคลระดับนี้ย่อมไม่ควรปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีตั้งแต่แรก
สำหรับกรณีกรรมการเสียงข้างน้อยให้น้ำหนักแก่พยานบางราย รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า กรรมการฝ่ายเสียงข้างมากย่อมมีสิทธิตรวจสอบความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะพยานที่มีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนคำให้การ ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในคดี และข้อเท็จจริงเบื้องหลังทางการเมือง
การที่นายสิทธิโชติหรือกรรมการเสียงข้างน้อยเชื่อพยาน ไม่ได้บังคับให้กรรมการเสียงข้างมากต้องเชื่อตาม เพราะกรรมการแต่ละคนมีหน้าที่ประเมินพยานหลักฐานทั้งหมด และสามารถให้น้ำหนักแตกต่างกันได้ตามเหตุผลของตน
ดังนั้น ความเห็นของนายสิทธิโชติจึงเป็นเพียงความเห็นหนึ่งในองค์คณะ ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าเสียงข้างมากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และยิ่งไม่ควรถูกฝ่ายการเมืองนำไปใช้สร้างเรื่องว่าเกิด “ระเบิดลูกใหญ่” ภายใน กกต.
