เคลื่อนไหวคัดค้าน!! “ทักษิณ” ยื่นฟ้องศาลภาษีฯ “กรมสรรพากร” ตามยึดทรัพย์ รายได้ขายหุ้นชินคอร์ป กว่า 1.5 หมื่นล้าน ซ้ำซ้อนคดีเก่าปี 49 นัดไต่สวนคำร้อง 7 ต.ค.

เคลื่อนไหวคัดค้าน!! "ทักษิณ" ยื่นฟ้องศาลภาษีฯ "กรมสรรพากร" ตามยึดทรัพย์ รายได้ขายหุ้นชินคอร์ป กว่า 1.5 หมื่นล้าน ซ้ำซ้อนคดีเก่าปี 49 นัดไต่สวนคำร้อง 7 ต.ค.

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนาย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณี ว่า ขณะนี้กรมสรรพากรกำลังดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์ของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรที่ 68902568 วันที่ 14 ส.ค.2568 ที่วินิจฉัยสรุปว่า การประเมินภาษีโดยกรมสรรพากรชอบแล้วนั้น

นายวิญญัติ กล่าวว่า เรื่องนี้ นายทักษิณมิได้มีเจตนาโต้แย้งหรือไม่เคารพคำพิพากษาอันถึงที่สุดดังกล่าวแต่อย่างใด แม้การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การประเมินภาษีของกรมสรรพากรที่นายทักษิณขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯจำนวน329,200,000 หุ้น ให้แก่กลุ่มเทมาเส็กไปในปี 2549 คิดเป็นเงิน 15,883,900,000 บาท ถือเป็นฐานเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อชำระภาษีประจำปี 2549

 

ข่าวที่น่าสนใจ

ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย และนายทักษิณต้องชำระภาษีสำหรับเงินได้ดังกล่าวก็ตาม แต่ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่า เงินได้จำนวน 15,883,900,000 บาท ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเงินได้ที่นายทักษิณได้รับจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ทั้งหมด 1,419,490,150 หุ้น ซึ่งนายทักษิณเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 วันที่ 26 ก.พ.2553 ให้ตกเป็นของแผ่นดินทั้งสิ้นแล้ว รวมเป็นเงิน 46,373,687,454.70 บาท ดังนั้นจึงไม่มีเงินได้หรือประโยชน์อื่นใดที่นายทักษิณได้รับจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ คงเหลือให้ต้องชำระภาษีสำหรับปี 2549 อีกต่อไป

การยึดและอายัดทรัพย์ของนายทักษิณในเวลาต่อมาจึงเป็นการยึดและอายัดซ้ำซ้อนกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553

โดยมีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและรายละเอียดตามคำฟ้อง เมื่อเงินได้ทั้งหมดจากการขายหุ้นถูกยึดไปแล้ว การที่กรมสรรพากรยังคงติดตามยึดทรัพย์ของนายทักษิณอีก ย่อมเป็นการยึดอายัดโดยมิชอบและเกินกว่าที่นายทักษิณต้องรับผิดตามกฎหมาย ถือว่านายทักษิณถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว จึงเป็นมูลเหตุให้ต้องยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอาการกลางเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

 

 

ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว นอกจากนั้น นายทักษิณมีความจำเป็นต้องขอให้ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งชั่วคราวห้ามมิให้กรมสรรพากรกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการยึดและอายัดทรัพย์โดยมิชอบดังกล่าว จนกว่าศาลภาษีอากรกลางจะมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอาการและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17

โดยจะเห็นว่า ก่อนหน้านี้กรมสรรพากรให้ข่าวพยายามสืบหาทรัพย์สินและจะฟ้องล้มละลายนั้น ผมขอแนะนำให้กรมสรรพากรควรไปขอรับเงินภาษีที่อ้างว่า นายทักษิณค้างชำระ ให้ไปเอาจากกระทรวงการคลัง ไม่ไช่มายึดหรืออายัดทรัพย์ของนายทักษิณเพิ่มจนเกินกว่าความรับผิดตามคำพิพากษา ผมขอให้ทำแค่นี้ก่อน เพราะจริงๆแล้วยังมีข้อเท็จจริงที่ตนเห็นว่า กรมสรรพากรทำไม่ถูกต้องแต่ก็มีคณะบุคคลมาสั่งให้กรมสรรพากรทำอีกอย่าง ผมยังรอไว้ก่อนได้

นายทักษิณเองมิได้นิ่งนอนใจ หรือเพิกเฉยไม่ชำระภาษี แต่เพราะเงินได้ทั้งปวงที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 1,419,490,150 หุ้น ตกเป็นของแผ่นดินและเงินถูกยึดไปหมดแล้ว ดังนั้น การยื่นฟ้องศาลภาษีอากรกลางคดีนี้ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าภาระภาษีประจำปี 2549 สิ้นสุดแล้ว กรมสรรพากรก็ควรจะยุติการใช้อำนาจที่ส่อว่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลภาษีอากรกลาง นัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของนายทักษิณในวันที่ 7 ต.ค.นี้และนัดชี้สองสถานและนัดสืบพยานในวันที่ 16 พ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ซาอุฯกล่าวหาฮูตีโจมตีเมกกะลั่นเอาคืนแน่
ทูตพิเศษสหรัฐวิตกกระแสต่อต้านยิวในไทย
เฮลิคอปเตอร์ข่าวช่อง NBC ของสหรัฐตกขณะไลฟ์สดที่ LA
สหรัฐเตือนพลเมืองหลีกเลี่ยงไปซาอุดิอาระเบีย
จีนปล่อยจรวดจูเชวี่ย-2อี ส่ง 10 ดาวเทียมเสริมทัพในอวกาศ
ทส. ติวเข้มเครือข่ายแพร่! ขับเคลื่อนแผนรับมือ "แผ่นดินถล่ม" ดึงท้องถิ่น-ชุมชนร่วมเฝ้าระวัง มุ่งลดความสูญเสียอย่างยั่งยืน

ดู LIVE รายการ