“ดร.โอฬาร” มอง “คดีฮั้วสว.” ถูกใช้ในมิติการเมือง มากกว่ากม.หลักฐานข้อเท็จจริง แนะฝ่ายตรวจสอบต้องเป็นกลาง ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

"ดร.โอฬาร" มอง "คดีฮั้วสว." ถูกใช้ในมิติการเมือง มากกว่ากม.หลักฐานข้อเท็จจริง แนะฝ่ายตรวจสอบต้องเป็นกลาง ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

“ดร.โอฬาร” มอง “คดีฮั้วสว.” ถูกใช้ในมิติการเมือง มากกว่ากม.หลักฐานข้อเท็จจริง แนะฝ่ายตรวจสอบต้องเป็นกลาง ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ข่าวที่น่าสนใจ

26 ก.ค. 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังถูกทำให้มีมิติทางการเมืองมากกว่ามิติทางกฎหมาย จนกลายเป็นพื้นที่ของการแข่งขันและการสร้างความได้เปรียบระหว่างกลุ่มการเมือง มากกว่าการแสวงหาข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

รศ.ดร.โอฬาร มองว่า ด้วยลักษณะของคดีที่มีความอ่อนไหวสูง จึงมีความพยายามของหลายฝ่ายที่จะหยิบยกประเด็นนี้มาใช้สร้างแรงกดดันทางการเมือง และสร้างความเสียหายต่อฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้คดีถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสสังคมและดราม่าทางการเมือง มากกว่าการพิจารณาบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย

ทั้งนี้ ในทางกฎหมาย การกล่าวหาว่ามีการฮั้วเลือก สว. จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ สามารถพิสูจน์องค์ประกอบความผิดได้ตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด หากหลักฐานยังไม่ชัดเจนหรือไม่สามารถเชื่อมโยงการกระทำความผิดได้ครบถ้วน การเอาผิดย่อมเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และกระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเปิดให้ตรวจสอบได้

นักวิชาการรายนี้ยังเตือนว่า หากการดำเนินคดีถูกมองว่ามีความเร่งรัด ใช้มาตรฐานแตกต่างจากคดีอื่น หรือเลือกดำเนินการเฉพาะบางฝ่าย ก็จะยิ่งทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่ากระบวนการยุติธรรมกำลังทำหน้าที่ค้นหาความจริง หรือกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางการเมือง

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การลงโทษผ่านกระบวนการ” (Process as Punishment) ซึ่งแม้คดีจะยังไม่มีข้อยุติ แต่ตัวกระบวนการเองอาจสร้างความเสียหายทางการเมือง ทำลายความน่าเชื่อถือ และสร้างต้นทุนให้กับผู้ถูกกล่าวหาได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการพิสูจน์ถึงที่สุด

“ในรัฐประชาธิปไตย ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้วัดจากการเร่งเอาผิดใคร แต่ต้องวัดจากการบังคับใช้กฎหมายด้วยมาตรฐานเดียวกัน ยึดหลักความเสมอภาค หลักกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมาย และตรวจสอบทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือกลุ่มการเมืองใดก็ตาม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมระบุว่า สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องไม่ใช่การเร่งรัดให้มีผู้กระทำผิดตามกระแส แต่ควรเรียกร้องให้ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกบุคคลและทุกเครือข่ายที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและมาตรฐานเดียวกัน เพราะหากกฎหมายถูกใช้โดยปราศจากความเสมอภาค แม้ผลคดีจะเป็นไปตามข้อกฎหมาย ก็อาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและความชอบธรรมต่อสังคมได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

"ป.ป.ช. ตาก" ผนึกภาคประชาชน ลุยตรวจ 2 โครงการยักษ์ริมปิง งบรวมกว่า 275 ล้านบาท ต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่า!
"ศาลฎีกา" ฟันฉับเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี "นิ่มนวล" ผู้สมัครสว.กลุ่ม 13 "กกต."ร้องกรอกข้อมูลเป็นเท็จ!!
MEA จับมือ Max Me เชื่อม MEA Point–Max Point แลกคะแนนสะสม เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ใช้ไฟฟ้า
CIB รวบแก๊งลักรถ! ผู้ต้องหาอ้างตระเวนขโมยกว่า 100 คัน ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน แถมเปิดบัญชีม้ากดเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์
"โสภณ" นำคณะผู้บริหารและข้าราชการสภาฯ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลครบสตมวาร อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’
"หญิงวัย 29" ร้อง “ดร.ธนกฤต” อ้างถูก "แฟนทหารยศนายพัน" ทำร้าย 4 ครั้ง ใช้ปืนขู่-รัดคอ ปิดปากจมูก หวั่นไม่ปลอดภัย แจ้งความแล้วคดีไม่คืบ

ดู LIVE รายการ