“ดร.พรายพล” เทียบราคาสิงคโปร์ ชี้ชัดโรงกลั่นมีค่ากำไรส่วนเกินเยอะ รวมภาษีสรรพสามิตอีก 6 บาท เป็นไปได้รัฐพิจารณาปรับลดราคาน้ำมันครั้งใหญ่

"ดร.พรายพล" เทียบราคาสิงคโปร์ ชี้ชัดโรงกลั่นมีค่ากำไรส่วนเกินเยอะ รวมภาษีสรรพสามิตอีก 6 บาท เป็นไปได้รัฐพิจารณาปรับลดราคาน้ำมันครั้งใหญ่

“ดร.พรายพล” เทียบราคาสิงคโปร์ ชี้ชัดโรงกลั่นมีค่ากำไรส่วนเกินเยอะ รวมภาษีสรรพสามิตอีก 6 บาท เป็นไปได้รัฐพิจารณาปรับลดราคาน้ำมันครั้งใหญ่

ข่าวที่น่าสนใจ

หลังจากสถานการณ์การด้านพลังงานยังอยู่ในภาวะวิกฤต ทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบ ทางรัฐบาลไทยได้มีการประชุมหาทางออก เพื่อกำหนดนโยบายลดค่าการกลั่นน้ำมัน และเตรียมพิจารณามาตรการแก้ปัญหาค่าครองชีพเร่งด่วน ทั้งในส่วนของราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือประชาชน

 

ล่าสุดวันนี้ (7 เม.ย.) ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ถึงนโยบายที่รัฐบาลเร่งช่วยเหลือประชาชนในตอนนี้ ผ่านทางรายการจับตาประเทศไทย ทางช่องท็อปนิวส์ โดยระบุว่า ปัญหาค่าการกลั่นที่สูงขึ้นไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัย โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันทั้งระบบปรับตัวสูงขึ้น เดิมทีค่าการกลั่นอยู่เพียงประมาณ 2–3 บาทต่อลิตร แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ตึงเครียดด้านพลังงาน ราคาน้ำมันสำเร็จรูปกลับปรับขึ้นเร็วกว่าน้ำมันดิบ ส่งผลให้ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ

 

 

แม้จะนำต้นทุนทั้งหมดมาคำนวณรวมกันแล้ว ก็ยังพบว่าโรงกลั่นมี “กำไรส่วนเกิน” อยู่พอสมควร เมื่อเทียบกับราคาที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์

“ค่าการกลั่นที่ผ่านมาที่คำนวณโดย สนพ. เนี่ย ก่อนช่วงสงครามมันอยู่ประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร แต่พอเข้าสู่ช่วงสงคราม ราคามันกระโดดขึ้นไปค่อนข้างเยอะ พอเรามาดูรายละเอียดจริง ๆ มันไม่ได้ขึ้นแค่ราคาน้ำมันดิบ แต่น้ำมันสำเร็จรูปมันขึ้นแรงกว่าด้วย ทีนี้ในช่วงสงครามมันก็จะมีต้นทุนเพิ่มเข้ามา เช่น ค่าประกัน ค่าขนส่ง หรือที่เรียกว่า war premium รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของโรงกลั่น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเสื่อม ซึ่งบางส่วนก่อนหน้านี้ไม่ได้เอามาคำนวณ พอเรารวมต้นทุนทั้งหมดเข้าไปแล้ว รวมถึงกำไรปกติของโรงกลั่นด้วย ปรากฏว่าเมื่อเทียบกับราคาหน้าโรงกลั่นที่อิงสิงคโปร์ มันยังมีส่วนเกินอยู่ ซึ่งส่วนเกินตรงนี้เรามองว่าค่อนข้างเยอะ ก็เลยคิดว่าควรจะต้องมีวิธีเอาคืนมา เพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้ใช้น้ำมัน และช่วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย”

“ถ้าดูตัวเลขช่วงเดือนเมษายนเนี่ย จากที่ผมคำนวณก็จะอยู่ประมาณลิตรละ 5-6 บาท ก็คือส่วนต่างที่เราคิดว่าสามารถปรับลดลงได้ อันนี้เราสามารถกำหนดได้เลย ถ้าจะให้ตัดสินใจก็คือกำหนดลงไปตรง ๆ ได้เลยว่าเท่านี้ ทีนี้แนวทางก็มีทั้งการไปลดที่หน้าโรงกลั่นโดยตรง หรือว่าจะขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ให้ช่วยคืนกำไรบางส่วนเข้ามา

สำหรับที่ผ่านมา อย่างช่วงเดือนมีนาคม ก็อาจจะต้องใช้วิธีขอความร่วมมือ เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่พอเป็นเดือนเมษายน ซึ่งเราคำนวณได้ชัดเจนแล้ว ก็สามารถใช้อำนาจตามกฎหมาย เช่น พระราชกำหนด มากำหนดให้ลดลงได้เลย

 

ส่วนเรื่องภาษีสรรพสามิต ตอนนี้ก็อยู่ประมาณ 6 บาทต่อลิตร ถ้ารัฐจะลดเต็มที่ก็ลดได้ประมาณนั้น แต่ต้องเข้าใจว่าเรื่องภาษีกับค่าการกลั่น เป็นคนละส่วนกัน ที่เราศึกษาเนี่ยจะเน้นไปที่ค่าการกลั่น ที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่าลดได้ 1-2 บาท อันนั้นไม่ใช่ภาษี แต่เป็นส่วนของค่าการกลั่นที่พูดถึงก่อนหน้านี้”

นอกจากนี้ ดร.พรายพล ยังกล่าวถึงสถานการณ์กองทุนน้ำมันด้วยว่า “ส่วนเรื่องกองทุนน้ำมันตอนนี้ต้องบอกว่าติดลบไปแล้วประมาณ 50,000 กว่าล้านบาท แล้วก็ยังมีแนวโน้มที่จะติดลบเพิ่มขึ้นทุกวัน วันนึงก็ประมาณพันกว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมเรื่องการกู้เงินไว้ ก็อาจจะต้องเผื่อวงเงินไว้ประมาณ 100,000 -150,000 ล้านบาท เพื่อมาดูแลกองทุนตรงนี้ เพราะว่าเราก็ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์ราคาพลังงานโลกมันจะไปถึงไหน

ในส่วนของสถานการณ์น้ำมันตอนนี้ ต้องยอมรับว่าราคามันสูงขึ้นทั่วโลกอยู่แล้ว เรื่องการขาดแคลน จริง ๆ ก็เริ่มมีให้เห็นในบางพื้นที่แล้ว แต่ของประเทศไทยเรายังพอมีสำรองอยู่ ช่วงแรกที่คนแห่ไปเติมน้ำมัน ก็มีลักษณะเหมือนการตื่นตระหนก แล้วก็มีการกักตุน แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าสงครามยังยืดเยื้อต่อไป โดยเฉพาะถ้ามีผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมัน เช่น ช่องทางเดินเรือสำคัญ ก็มีโอกาสที่จะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลง แล้วอาจจะนำไปสู่ภาวะขาดแคลนได้ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริง พื้นที่ ที่จะได้รับผลกระทบก่อนก็คือต่างจังหวัด เพราะต้องพึ่งพาการขนส่งน้ำมันจากส่วนกลาง”

“ตอนนี้ก็ต้องบอกว่าราคาน้ำมันมันสูงขึ้นทั่วโลก แล้วก็มีความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนในบางพื้นที่แล้ว ประเทศไทยเองยังถือว่ามีการสำรองอยู่ในระดับหนึ่ง ก็เลยยังไม่ถึงกับขาดแคลนชัดเจน แต่ช่วงแรกที่มีข่าวออกมา คนก็แห่ไปเติมน้ำมันกันมีการกักตุนกันพอสมควร ซึ่งตอนนี้สถานการณ์แบบนั้นเริ่มลดลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อต่อไป แล้วไปกระทบกับเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นช่องแคบหรือเส้นทางเดินเรือ ถึงแม้ไม่ได้ปิดเส้นทางทั้งหมด แค่มีเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัย เช่น มีการโจมตี ก็จะทำให้เรือขนส่งไม่กล้าเดินเรือ ตรงนี้จะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลงได้ แล้วก็จะเริ่มเห็นภาวะตึงตัวมากขึ้น

 

ถ้าเกิดสถานการณ์นั้นขึ้นจริง ประเทศไทยก็อาจจะเริ่มรู้สึกได้ว่า น้ำมันอาจจะไม่เพียงพอในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะต่างจังหวัดจะได้รับผลกระทบก่อน เพราะต้องพึ่งพาการขนส่งจากส่วนกลาง เพราะฉะนั้นก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แล้วก็ต้องมีมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

"ตม.ชลบุรี" เปิดปฏิบัติการ "สินสมุทรสยบมังกรดำ" บุกรวบ "จีนเทา" เครือข่ายพนันออนไลน์ข้ามชาติ คาบ้านหรู หนีหมายแดง INTERPOL ซุกไทย พบเงินหมุนเวียนกว่า 1.5 พันล้านบาท
"ศาลฎีกาฯ" สั่งจำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา "ศรัณย์วุฒิ" อดีต สส.หนวดงาม คดีเสียบบัตรแทนกัน ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง
สุดอบอุ่น! คนไทยในอเมริกา แห่ต้อนรับ "เนเน่ รอยัล" แน่นสนามบิน เตรียมลุยรอบไฟนอล AGT 2026
"ศาลอาญา" ไม่รับฟ้อง "บิ๊กโจ๊ก" ้เอาผิด "บิ๊กเต่า" คดีหมิ่นกล่าวหาตบลูกน้องจนป่วยซึมเศร้า!??
เปิดพิรุธคณะที่ 26 สอบ สว. 3 สำนวนฝั่งผู้สมัครสีส้มสุดอืด
"ป.ป.ช.ยโสธร" ลุยสอบ "โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงผือฮี" ทิ้งร้าง ไม่ได้ใช้งาน เกือบ 3 ปี พบปัญหาการขโมยสายไฟ แถมถ่ายโอนไม่ได้ "สทน.11" โร่ชี้แจง ไม่มีงบประมาณซ่อมบำรุงเพียงพอ

ดู LIVE รายการ