“ดีเอสไอ” เผยผลบุกค้น 5 จุด หาหลักฐานโยงธุรกิจ “สแกนม่านตา” ยึดเครื่องมือสอบข้อมูล 1.2 ล้านคนไทย ส่งต่อไปไหน?

"ดีเอสไอ" เผยผลบุกค้น 5 จุด หาหลักฐานโยงธุรกิจ "สแกนม่านตา" ยึดเครื่องมือสอบข้อมูล 1.2 ล้านคนไทย ส่งต่อไปไหน?

ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่าในวันนี้ จากการตรวจค้นทั้ง 5 จุด สามารถตรวจยึด เครื่องสแกนม่านตาจำนวนสี่เครื่อง และเอกสารสำคัญเกี่ยวข้องกับคดี รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งทางดีเอสไอจะนำมาวิเคราะห์ รวมถึงจะนำเครื่องสแกนม่านตาดังกล่าวมาตรวจพิสูจน์ว่ามีการเก็บข้อมูล ม่านตาของประชาชนไว้ที่ใด หรือมีการถ่ายโอนไปที่ใดบ้าง เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบต่อความมั่นคงในอนาคต อีกทั้งในการตรวจค้นวันนี้ พนักงานบริษัทยังคงปฏิเสธ และอ้างว่าไม่ได้เก็บข้อมูลไว้ แต่อย่างไรก็ตามดีเอสไอไม่เชื่อเราต้องหาหลักฐาน และพิสูจน์ว่าในสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่จริงและมีการถ่ายโอนไปที่ไหนซึ่งเป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่จะต้องนำเครื่องมือมาตรวจสอบ

 

ข่าวที่น่าสนใจ

ส่วนการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดขนาดนี้ ยังไม่ได้กำหนดตัวบุคคลว่าใครเข้าข่ายการกระทำความผิดบ้าง ต้องรอผลการ วิเคราะห์ข้อมูลจากการพยานหลักฐานที่ตรวจยึด รวมถึง ต้องหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เพราะเรื่องของการสแกนม่านตาเป็นเรื่องใหม่ที่ในประเทศของเรายังไม่มีกฎหมายเอาผิดได้อย่างชัดเจน มีเพียง กฎหมายที่สามารถเทียบเคียงได้ คือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และจะมีการพูดคุยกับ ก.ล.ต. อีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตาม 1 ในจุดที่เข้าตรวจค้นวันนี้ เป็นบ้านพักของนาย อ. ซึ่งเป็นกรรมการของทั้ง 4 บริษัท แต่ไม่เจอตัวนาย อ. ที่บ้านพัก ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่าติดธุระอยู่ที่ต่างจังหวัดจะกลับเข้ามาให้ข้อมูลภายหลัง ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีการก่อตั้งโดยบริษัทสิงคโปร์ จากนั้นมีการจำหน่ายถ่ายโอนหุ้นมาให้นาย อ. และจากเอกสาร รวมถึงตารางบัญชี พบว่านาย อ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจค่อนข้างชัดเจน ทุกอย่างเชื่อมโยงเป็นขบวนการ และต้องหาว่าใครเป็นตัวกลางที่แท้จริง

อยากไรก็ตาม ร.ต.อ.สุรวุฒิ ยืนยันว่ายังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน ว่า MOU โครงการจัดตั้ง “ศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC)” ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับบริษัทสิงคโปร์ ที่มีการลงนามในวันที่ 27 มีนาคม 2567 จะเป็นที่มาของการตั้งบริษัทเพื่อนำ เครื่องสแกนม่านตาเข้ามาในไทย และจะต้องรอสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่มีหลักฐานพอสมควร น่าเชื่อได้ว่าในบริษัทที่เข้าตรวจค้นเกี่ยวข้องกับ “นายเบน สมิธ”

 

 

 

ส่วนกรณีของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ที่มีภาพปรากฏในวันที่มีการลงนาม MOU ร.ต.อ.สุรวุฒิ ระบุว่าหลังจากนี้จะต้องเชิญมาให้ข้อมูลว่าเกี่ยวข้องในเรื่องใดบ้าง ตอนนี้อยากให้เป็นในเรื่องของการสืบสวนสอบสวนไม่ใช่ประเด็นเรื่องการเมือง

ทั้งนี้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เคยไปสแกนม่านตาดังกล่าวเข้ามาให้ข้อมูลกับดีเอสไอเพื่อเป็นข้อมูลในการสืบสวน ซึ่งขณะนี้มีมาบ้างแล้วแต่เป็นเพียงส่วนน้อย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

เดินเท้าเปล่า ลุยหาเสียง ท่ามกลางน้ำทะเลหนุน
"ศิริกัญญา" เมินกระแสดราม่า มั่นใจคนกรุงฯยังหนุนปชน. มองต่าง "ปิยบุตร" ก้าวข้ามคนเห็นต่าง
กกต. จัดใหญ่ เสริมแกร่งเครือข่ายดีเจประชาธิปไตย
บ่ายนี้รู้เรื่อง! "บิ๊กโจ๊ก" ลุ้นคำพิพากษา "ศาลปกครองสูงสุด" ร้องอุทธรณ์คำสั่งสตช. ให้ออกราชการไม่ชอบด้วยกม.
หวิดดับ! อาจารย์วิทยาลัยดังขับกระบะชนท้ายรถบรรทุกอ้อย บาดเจ็บสาหัสกู้ภัยรุดตัดถ่างช่วยกลางดึก
เดือดกลางดึก! สองสาวเปิดศึกแทงกันกลางหาดพัทยา ชายยืนข่มขู่ห้ามคนช่วย

ดู LIVE รายการ

เราใช้ คุ้กกี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น​