AFP รายงานว่ามาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซูเอล่าและเจ้าของโนเบลสาขาสันติภาพให้สัมภาษ์กับฟอกซ์นิวส์เมื่อวานนี้ (จันทร์ที่ 5 มค.) ว่าเธอกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับเวเนซูเอล่าโดยเร็วที่สุด และว่า “เราจะเปลี่ยนเวเนซูเอล่าให้กลายเป็นศูนย์กลางพลังงานของทวีปอเมริกา” หลังจากเวเนซูเอล่าได้รับการปลดปล่อย พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการมีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญ ในการทรมาน การกดขี่ การทุจริต และการค้ายาเสพติดในเวเนซูเอล่า
การสัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของมาชาโดนับตั้งแต่สหรัฐโจมตีเวเนซุเอลาและจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร่ ซึ่งเธอได้ออกมาขานรับและแสดงความยินดีกับการกระทำของสหรัฐ โดยกล่าวว่าว่าเป็น “ก้าวสำคัญสำหรับมนุษยชาติ สำหรับเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
มาชาโดเผยว่าเธอได้ต่อสายคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการประกาศรางวัลโนเบล แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้พูดคุยกันเลย
ทั้งนี้มาชาโดถูกมองว่าเป็นคู่ต่อสู้ของมาดูโรที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดเนื่องจากเธอได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานการต่อสู้กับเผด็จการ มาชาโดเดินทางออกจากเวเนซุเอลาเมื่อเดือนที่แล้ว (ธันวาคม) เพื่อไปรับรางวัลที่นอร์เวย์ และยังไม่ได้กลับประเทศตั้งแต่นั้นมา
อย่างไรก็ตาม ระหว่างแถลงข่าวการโจมตีเวเนซูเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 มค.) ทรัมป์ปฏิเสธแนวคิดที่จะทำงานร่วมกับมาชาโด โดยให้เหตุผลว่า “เธอไม่ได้รับการสนับสนุนหรือความเคารพในเวเนซูเอลา”
การให้สัมภาษณ์ของมาชาโด้มีขึ้นในวันเดียวกับที่โรดริเกซ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีรักษาการของเวเนเซูเอล่า

