ศบค. แบ่ง 3 กลุ่มต่างชาติ เข้าประเทศ! ย้ำคุมเข้ม 8 มาตรการสาธารณสุข

ศบค. แบ่ง 3 กลุ่มต่างชาติ เข้าประเทศ! ย้ำคุมเข้ม 8 มาตรการสาธารณสุข

ศบค. แบ่ง 3 กลุ่มต่างชาติ เข้าประเทศ! ย้ำคุมเข้ม 8 มาตรการสาธารณสุข

วันนี้(22 ต.ค.) พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับที่ 36 ว่า สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดต่อไวรัสโคโรนา 19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้น รัฐบาลเห็นว่ามีความจำเป็นต้องมีการฟื้นฟูประเทศเพื่อประโยชน์ด้านการใช้ชีวิตความเป็นอยู่และด้านเศรษฐกิจแก่ประชาชน เบื้องต้นจึงเห็นชอบให้มีการเปิดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว เพื่อเป็นปัจจัยเอื้อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงานในภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะภาคธุรกิจท่องเที่ยวและภาคธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องยึดหลักว่าประชาชนต้องมีความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งประชาชนในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้สามารถดำเนินการควบคู่กับมาตรการด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนที่มีการปฏิบัติในแต่ละประเทศทั่วโลกที่มีสถานการณ์ใกล้เคียงกัน สำหรับรายละเอียด ได้แก่

1.การกำหนดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว ซึ่งเรียกว่าแซนด์บ็อกซ์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศควบคู่กับการกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันโรคในพื้นที่แบบบูรณาการ โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมความพร้อมและบริบทของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อการบังคับใช้ให้เหมาะสมและเป็นการเฉพาะจากพื้นที่จังหวัดตามพื้นที่สถานการณ์ โดยการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นไปตามคำสั่งของ ศบค. ซึ่งอาจจะมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
2.การกำหนดมาตรการควบคุมแบบบูรณาการในพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ให้สถานที่กิจการหรือการดำเนินกิจกรรมในเขตพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวสามารถเปิดดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไข เงื่อนเวลา การจัดระบบ ระเบียบและมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด เช่น มาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาลหรือ universal prevention หรือมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร covid free setting รวมทั้งมาตรการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อที่ผู้รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่กำหนดขึ้นเป็นการเฉพาะ การห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ห้ามจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 500 คนในเขตพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ให้นำวิธีปฏิบัติในส่วนของข้อห้ามการจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ขั้นตอนการขออนุญาตจัดกิจกรรม การพิจารณาอนุญาต รวมทั้งกิจกรรมหรือการรวมกลุ่มที่ได้รับการยกเว้น ให้สามารถจัดได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
3.การยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน ให้ยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเดิมเคยกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่เวลา 23.00 น.ของวันที่ 31 ตุลาคม 2564 ซึ่งหมายถึงการยกเลิกเคอร์ฟิวในพื้นที่สีฟ้า ในกลุ่มจังหวัดที่อยู่ในสีแดงเข้มคือพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดคือ พื้นที่ 17 จังหวัดที่เคยระบุเป็นพื้นที่สีฟ้าก่อนหน้านี้ ถ้ามีการกำหนดเป็นพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวสีฟ้าก็จะมีการยกเลิกเคอร์ฟิวเริ่มตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน

4.การห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวห้ามจัดกิจกรรม ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 500 คนในเขตพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวคือพื้นที่สีฟ้าสามารถจัดกิจกรรมได้แต่ไม่เกิน 500 คนและนำวิธีปฏิบัติในส่วนข้อห้ามการจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ขั้นตอนการขออนุญาตการจัดกิจกรรม การพิจารณาอนุญาตกิจกรรม หรือการรวมกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นสามารถจัดได้

5.การเตรียมความพร้อมของสถานบริการหรือสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวในระยะเริ่มแรกของการดำเนินการเปิดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ให้สถานบริการสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวยังคงปิดดำเนินการไว้ก่อนในช่วงเวลานี้ โดยให้หน่วยงานและผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมเพื่อการผ่อนคลายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
6.การปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ย่อยภายในเขตพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวและการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมของแต่ละจังหวัดขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าฯกทม. สามารถที่จะพิจารณาเพิ่มเติมและสามารถที่จะสั่งปิดหรือห้ามดำเนินกิจการกิจกรรมได้กรณีที่มีการแพร่ระบาดในพื้นที่นั้นๆเพิ่มขึ้น

7.การกำหนดผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเพิ่มเติม เพื่อเอื้อต่อการเดินทางเข้าราชอาณาจักรของบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศต้นทาง ซึ่งได้รับการประเมินตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

8.มาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร การกำหนดมาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรในประเทศ ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตเช่นมาจากประเทศที่ได้รับอนุญาตหรือมีหนังสือรับรอง หรือหลักฐานการลงทะเบียนการเดินทางที่ชัดเจน มีการตรวจยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้อโควิด-19 มีหลักฐานการแสดงว่าได้รับวัคซีนครบ มีหลักฐานการชำระค่าที่พักรวมทั้งมีหลักฐานว่ามีกรมธรรม์ประกันภัยและประกันสุขภาพติดมาด้วย ให้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป

ในส่วนของการเดินทางมาตรการเดินทางเข้าราชอาณาจักรหรือการเดินทางเข้าประเทศไทย รวมถึงคนไทยและคนต่างชาติที่ประสงค์ที่จะเดินทางเข้ามา ขณะนี้จะมีมาตรการแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 3 ประเภท
1.กลุ่มแรก คือกลุ่มที่เดินทางเข้ามาโดยไม่จำเป็นต้องมีการกักตัว จะมี 45 ประเทศ +1 เขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยจะต้องมีข้อจำกัดของผู้ที่จะเดินทางจะต้องพำนักในประเทศนั้นๆ กำหนดต่อเนื่องอย่างน้อย 21 วัน ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ยกเว้นสำหรับผู้ที่เพิ่งเดินทางออกจากประเทศไทย ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศที่เดินทางไปก่อนหน้านี้จนครบ 21 วัน โดยประเทศกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาโดยไม่ต้องกักตัว ประกอบด้วย ออสเตรเลีย ออสเตรีย บาห์เรน เบลเยียม ภูฏาน บรูไนดารุสซาลาม บัลแกเรีย กัมพูชา แคนาดา ชิลี จีน ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย มาเลเซีย มอลตา เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย สิงคโปร์ สโลวีเนีย สาธารณรัฐเกาหลี สเปน สวีเดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

หลักเกณฑ์กลุ่มประเทศที่จะเดินทางเข้ามาตามหลักเกณฑ์ คือ 1.จะต้องได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม อย่างน้อยเข็มที่สองจะต้องมีระยะ 14 วัน ก่อนวันเดินทาง 2.จะต้องมีการตรวจหาเชื้อโควิด ด้วยวิธี RT-PCR ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทางและมีผลยืนยันเป็นลบ 3.จะต้องมีประกันสุขภาพอย่างน้อย 50,000 ยูเอสดอลล่าร์ 4. เมื่อมาถึง ได้รับการตรวจด้วยวิธี RT-PCR หาเชื้อโควิด-19 ทันที โดยการเข้าพักคืนแรกในโรงแรมหรือสถานที่ที่ราชการกำหนด เช่น โรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน เมื่อรอครบหนึ่งคืนมีผลยืนยัน จาก RT-PCR เป็นลบ กลุ่มนี้จะสามารถเดินทางไปในพื้นที่อื่นได้โดยไม่ต้องกักตัว แต่ต้องเน้นย้ำมาตรการตามพระราชกำหนดฉบับที่ 36 คือ นักท่องเที่ยวหรือคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศเหล่านี้จะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นตั้งแต่เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย ซึ่งจะต้องสามารถติดตามได้ว่าเดินทางไปในที่ไหนอย่างไร รวมทั้งจะต้องร่วมมือในมาตรการเฝ้าระวังการติดเชื้อ DMHTT โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา การเว้นระยะห่างและล้างมือเป็นต้น และเมื่อไปใช้สถานประกอบการที่ใดพื้นที่ใดจังหวัดใดจะต้องปฏิบัติตามมาตรการโควิดฟรีเซ็ตติ้ง หรือการทำตามมาตรฐานสาธารณสุขของประเทศไทย

“มีคำถามที่ประชาชนสงสัยกรณีที่คนไทยที่เดินทางมาจากกลุ่มประเทศที่อนุญาตไม่ต้องกักตัวเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน 50,000 ยูเอสดอลล่าร์เหมือนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยเฉพาะคนไทยสัญชาติไทยที่มีหลักประกันสุขภาพ มีสิทธิ์การรักษาพยาบาลตามที่กฎหมายบัญญัติ สำหรับกลุ่มดังกล่าว ในมาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยฉบับที่ 17 ระบุชัดเจนว่าไม่จำเป็นจะต้องมีประกันจำนวน 50,000 ยูเอสดอลล่าร์ เช่นเดียวกับคนไทยและคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การเดินทางไปต่างประเทศจะกลับมาไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในประเทศนั้นครบ 21 วัน และขอเน้นย้ำว่าการอนุญาตนี้ เน้นเฉพาะการเดินทางทางอากาศเท่านั้น ซึ่งตามพระราชกำหนดฯ ได้มีการระบุท่าอากาศยานไว้อย่างชัดเจน ทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ตเชียงใหม่ สมุย อู่ตะเภา และบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการเช่าเหมาลำ (Charter flight) เท่านั้น”

2.กรณีที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยไม่เข้าเกณฑ์ในกลุ่มที่หนึ่งก็สามารถที่จะเลือกเข้าโปรแกรมแซนบ็อกซ์ (Sandbox) ซึ่งในวันที่ 1 พฤศจิกายน นอกจากภูเก็ตแล้ว ยังมี สมุย พังงา กระบี่ เป็นต้น โดยใช้หลักการเดียวกันคือ ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มมีการตรวจหาเชื้อโควิดก่อนเดินทาง 72 ชั่วโมงด้วยวิธี RT-PCR และมีประกันสุขภาพอย่างน้อย 50,000 ยูเอสดอลลาร์ ส่วนที่เพิ่มเติมของโปรแกรมแซนบ็อกซ์ (Sandbox) คือ จะต้องมีหลักฐานการจองที่พักมาตรฐานและต้องเป็นโรงแรมที่อยู่ใน Sandbox area เท่านั้น ไม่สามารถจะไปพักที่ไหนตามอิสระ โดยจะต้องมีหลักฐานการชำระเงินอย่างเรียบร้อย เพื่อให้เราสามารถติดตามได้ว่าพักอยู่ที่ไหนเป็นเวลา 7 วัน และจะมีการตรวจโควิด-19 ซ้ำในวันที่ 6 หรือ 7 คือนอกจากที่เมื่อมาถึงแล้วต้องตรวจในวันแรกแล้ว ในวันที่ 6 หรือ 7 ก่อนที่จะออกจากพื้นที่แซนด์บ็อกก็มีการตรวจหา และเมื่อผลตรวจหาเชื้อในวันที่หนึ่งเป็นลบ ก็สามารถเดินทางในพื้นที่แซนด์บ็อก ที่กำหนดได้ และเมื่อครบ 7 วันแล้ว จึงจะสามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่นได้

3.กรณีกลุ่มคนที่ไม่เข้าเกณฑ์สองประเภทแรก เช่น คนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเลย หรือได้รับแล้วยังไม่ครบ อาจเพิ่งได้รับเพียงเข็มเดียวหรือฉีดเข็มสองยังไม่ถึง 14 วันก่อนวันเดินทาง รวมทั้งผู้ที่มาจากประเทศอื่นๆนอกเหนือจากกลุ่ม 45 ประเทศ +1 แต่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ภายใต้เงื่อนไขการกักกัน ในสถานที่ที่ทางราชการกำหนด ทั้งสถานกักกันโรคที่รัฐจัดให้ หรือ สถานกักกันโรคทางเลือก (AHQ) ที่จัดการโดยเอกชน หรืออาจมาในลักษณะของหน่วยงานหรือองค์กร (OQ) เช่น กลุ่มนักกีฬาที่จะเดินทางเข้ามาแข่งขัน นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล ซึ่งแต่ละกรณีจำเป็นต้องเข้ารับการกักตัวโดยจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน บางกลุ่มจะมีการกักตัว 7 วันบ้าง 10 วันบ้าง แล้วแต่กรณีซึ่งต้องไปดูรายละเอียด

สำหรับกลุ่มนี้นอกจากการกักตัวที่ยังคงมีไว้คล้ายในปัจจุบัน ซึ่งยังต้องมีการตรวจหาเชื้อในวันที่หนึ่งที่มาถึงและตรวจซ้ำในกรณีก่อนที่จะออกจากที่พัก อย่างไรก็ตาม ในกรณีมีการเปลี่ยนแปลง เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาด อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางสาธารณสุข และศบค.จะติดตามอย่างใกล้ชิด หากมีการปรับเปลี่ยนจะมีการแจ้งให้ทันการณ์ ส่วนกรณีคำถามเพิ่มเติมโดยเฉพาะคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ หรือคนต่างชาติที่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาติดต่อการค้าธุรกิจหรือท่องเที่ยว สามารถที่จะเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์หรือ Facebook ของกระทรวงการต่างประเทศที่จะมีฉบับภาษาอังกฤษที่มีรายละเอียดให้ตรวจสอบ

แชร์ให้เพื่อน :

คลิปเด่นประจำวัน

ติดตามข่าวสารผ่านทาง LINE

TOP NEWS Mobile Application

ติดตาม TOP NEWS ผ่านช่องทาง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาติทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก