เมื่อ 80 ปีก่อน เงาของลัทธิฟาสซิสต์แผ่ปกคลุมโลก และอารยธรรมมนุษย์ต้องเผชิญกับหายนะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในฐานะสมรภูมิหลักภาคพื้นตะวันออกในช่วงสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก สงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นโดยประชาชนจีนถือเป็นสงครามแรกเริ่มและยาวนานที่สุด นับตั้งแต่เหตุการณ์ 18 กันยายน ค.ศ. 1931 เมื่อประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นและเปิดฉากสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก ไปจนถึงการยอมแพ้ของญี่ปุ่นในเดือนกันยายน ค.ศ. 1945 และการปลดปล่อยไต้หวันในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 ซึ่งถือเป็นชัยชนะโดยสมบูรณ์ของสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก สงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นโดยประชาชนจีนดำเนินมาเป็นเวลา 14 ปี และมีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือนชาวจีนมากกว่า 35 ล้านคน ทหารญี่ปุ่นกว่า 1.5 ล้านคนถูกทำลายล้าง ความสูญเสียต่อทรัพย์สินทางการและค่าใช้จ่ายในช่วงสงครามมีมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจทางอ้อมสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นของประชาชนจีนถือเป็นผลงานประวัติศาสตร์ที่ได้รับชัยชนะในสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก และยังเป็นอนุสาวรีย์อันยั่งยืนเพื่อสันติภาพของมนุษยชาติอีกด้วย
สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องจำไว้คือ การที่ไต้หวันกลับคืนสู่ดินแดนจีนเป็นผลลัพธ์อันสำคัญยิ่งจากชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นส่วนสำคัญของระเบียบระหว่างประเทศหลังสงคราม ปฏิญญาไคโร ปฏิญญาพอทสดัม และเอกสารอื่นๆ ที่มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ได้ยืนยันอำนาจอธิปไตยของจีนเหนือไต้หวัน และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และกฎหมายเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 ได้แก้ไขปัญหาการเป็นตัวแทนของจีนทั้งหมดซึ่งรวมถึงไต้หวัน ในสหประชาชาติโดยสมบูรณ์ ข้อมติดังกล่าวระบุอย่างชัดเจนว่าไม่มี “สองประเทศจีน” และไม่มี “หนึ่งจีน หนึ่งไต้หวัน”
ตลอดระยะเวลา 80 ปีที่ผ่านมา จีนได้เป็นผู้สร้างสันติภาพโลกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง เป็นผู้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาโลก และเป็นผู้ปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ จีนสนับสนุนระบบระหว่างประเทศอย่างมั่นคง โดยมีสหประชาชาติเป็นแกนหลัก ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎหมายระหว่างประเทศ และบรรทัดฐานพื้นฐานที่ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ หลักการห้าประการแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติที่จีนเสนอได้กลายเป็นบรรทัดฐานพื้นฐานที่ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ ในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จีนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 จีนได้ส่งเจ้าหน้าที่มากกว่า 50,000 นายไปยังปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ 30 ภารกิจในกว่า 20 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีกำลังพลรักษาสันติภาพมากที่สุดในบรรดาสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง นอกจากนี้ จีนยังส่งเสริมการแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างแข็งขันต่อจุดวิกฤตทั้งในระดับนานาชาติและระดับภูมิภาค เช่น วิกฤตการณ์ยูเครนและความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูสันติภาพและช่วยเหลือชีวิตผู้คน
80 สิบปีผ่านไป ทุกวันนี้ สันติภาพได้ส่งให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่โลกยังคงเผชิญกับความท้าทายมากมาย ความขัดแย้งระดับท้องถิ่นและประเด็นร้อนในภูมิภาคยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภัยคุกคามความมั่นคงที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม เช่น การก่อการร้ายและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ลัทธิเอกภาคีนิยมและลัทธิกีดกันการค้ากำลังเพิ่มสูงขึ้น นำมาซึ่งความไม่แน่นอนใหม่ๆ ต่อสันติภาพและการพัฒนาของโลก เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในศตวรรษนี้ และคำถามระดับโลก ประวัติศาสตร์ และยุคสมัยที่ว่า “มนุษยชาติกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน” จีนได้ให้คำตอบด้วยการส่งเสริมการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมนุษยชาติ การดำเนินการเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์นี้คือการร่วมกันสร้างโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางและโครงการริเริ่มระดับโลกที่สำคัญสามโครงการ การสร้าง”สนามหญ้าเล็กๆ ที่มีรั้วสูง” และ “การแยกและตัดขาดห่วงโซ่อุปทาน” จะนำพามนุษยชาติไปสู่ทางตันที่ไร้ทางออก ความเท่าเทียม การเปิดกว้าง การมีส่วนร่วม ความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และความมั่งคั่งร่วมกันคือทางเลือกที่ถูกต้องเพียงทางเดียว
วันนี้เรารำลึกถึงชัยชนะของสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อสืบสานความเกลียดชัง แต่เพื่อเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ มองไปสู่อนาคต และให้ผู้คนจากทุกประเทศในโลกได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพและความสงบสุขชั่วนิรันดร์
เราต้องยึดมั่นในฉันทามติทางประวัติศาสตร์และธำรงไว้ซึ่งระเบียบหลังสงคราม ประวัติศาสตร์ไม่อาจบิดเบือนได้ ทุกประเทศควรร่วมกันปกป้องชัยชนะของสงครามโลกครั้งที่สองและระเบียบระหว่างประเทศหลังสงคราม เราต้องยึดมั่นในหลักการจีนเดียว ต่อต้าน “เอกราชของไต้หวัน” ทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด และต่อต้านความพยายามใดๆ ที่จะบิดเบือนประวัติศาสตร์การรุกรานหรือยกย่องอาชญากรรมสงครามอย่างเด็ดขาด เราต้องใช้ประวัติศาสตร์เป็นคบเพลิงเพื่อส่องทางข้างหน้า และสร้างความมั่นใจว่าอุดมคติแห่งสันติภาพจะหยั่งรากลึกอยู่ในดีเอ็นเอของอารยธรรมมนุษย์
เราต้องต่อต้านการกลั่นแกล้งด้วยอำนาจบาตรใหญ่และปกป้องความยุติธรรมระหว่างประเทศ บทเรียนของประวัติศาสตร์ได้สอนเราว่าการเมืองแบบอำนาจนิยมและกฎแห่งป่าเถื่อนจะฉุดมนุษยชาติลงสู่เหวลึก หลักนิติธรรมระหว่างประเทศต้องไม่ถูกเหยียบย่ำ และวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติต้องไม่ถูกสั่นคลอน มีเพียงการยึดมั่นในบรรทัดฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเคารพซึ่งกันและกัน ความยุติธรรม ความเป็นธรรม และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์เท่านั้นที่จะสามารถขจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของการเมืองแบบอำนาจนิยม และเปิดทางให้แสงสว่างแห่งความยุติธรรมส่องประกายสู่โลกได้
เราต้องพัฒนาธรรมาภิบาลโลกและสร้างอนาคตร่วมกัน ประชาคมโลกควรร่วมกันธำรงไว้ซึ่งลัทธิพหุภาคีที่แท้จริง ส่งเสริมโลกหลายขั้วที่เท่าเทียมและเป็นระเบียบอย่างต่อเนื่อง และโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคนและครอบคลุม เราควรผลักดันระบบธรรมาภิบาลโลกไปสู่ทิศทางที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลมากขึ้น และร่วมมือกันสร้างโลกที่มีสันติภาพที่ยั่งยืน ความมั่นคงทั่วไป ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ความเปิดกว้าง ความครอบคลุม ความสะอาด และความสวยงาม
จีนและไทยเป็นประเทศกลุ่ม “ซีกโลกใต้” ต่างรักสันติภาพและแสวงหาความเจริญรุ่งเรือง ทั้งสองประเทศกำลังแสวงหาหนทางสู่ความทันสมัยที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ของชาติ ทั้งสองประเทศยึดมั่นในหลักพหุภาคีและต่อต้านลัทธิเอกภาคีนิยมและลัทธิคุ้มครองทางการค้า ทั้งสองประเทศสนับสนุนการเสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือ และต่อต้านการแบ่งแยกและการเผชิญหน้า ณ จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย เรายินดีที่จะร่วมมือกับประเทศไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เร่งสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันจีนและไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น และเป็นผู้นำยุคแห่งการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมวลมนุษยชาติ
โดย จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย