สภาองค์กรของผู้บริโภค ร้อง “ผู้ว่าฯกทม.” เร่งตรวจสอบความปลอดภัยอาคารสูง 50 เขต ภายใน 30 วัน หลัง 11 ชุมชน แจ้งเบาะแส พบบางแห่ง ทำผิดกม.
ข่าวที่น่าสนใจ
สภาองค์กรของผู้บริโภค พร้อมด้วยเครือข่ายผู้บริโภค ได้เดินทางยื่นหนังสือให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยมีรองผู้อำนวยการ สำนักการโยธาเป็นผู้รับหนังสือ เพื่อขอให้ตรวจสอบอาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่พิเศษในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีลักษณะก่อสร้างเข้าข่ายละเมิดต่อกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ข้อ 3 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคถึงความปลอดภัยก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝัน
นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากชุมชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 11 ชุมชนเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ว่าได้พบ “อาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ” จำนวนหลายแห่งในเขตกรุงเทพมหานคร มีการก่อสร้างอันอาจเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ข้อ 3 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เนื่องจากไม่จัดให้มี “ถนนที่มีผิวการจราจรกว้างไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร ที่ปราศจากสิ่งปกคลุมโดยรอบอาคาร เพื่อให้รถดับเพลิงสามารถเข้าออกได้โดยสะดวก” ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดต่อกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ข้อ 3 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าโครงการอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษได้นำพื้นที่ผิวการจราจรกว้างไม่น้อยกว่า 6.00 เมตรดังกล่าว ไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรม หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นแทน อาทิ สวนหย่อม บ่อน้ำ ที่จอดรถ หรือใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลางอื่น ๆ เพื่อใช้ประกอบการส่งเสริมการขาย โดยไม่คำนึงถึง เจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งเน้นในเรื่อง ความปลอดภัยจากเหตุอัคคีภัย ที่ต้องมีทั้งระยะ และพื้นที่ในการเข้าช่วยเหลือ กู้ภัย ระงับเหตุ อพยพประชาชน รวมถึงในกรณีที่เกิดเหตุภัยพิบัติรุนแรงอื่น ๆ ด้วย เช่น เหตุแผ่นดินไหว หรือเหตุภัยพิบัติอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้างความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายอย่างร้ายแรง ต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัยในอาคาร และประชาชนบริเวณโดยรอบอาคาร
สภาผู้บริโภค ในฐานะผู้แทนผู้บริโภค จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 (3) แห่งพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 จึงนำข้อมูลดังกล่าวมาเพื่อเสนอต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อให้พิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้
1. ขอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตรวจสอบอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่มีลักษณะเข้าข่ายผิดกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ข้อ 3 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ทันที และขอให้มีคำสั่งการให้อาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่มีลักษณะเข้าข่ายผิดกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายใน 30 วัน
2. ขอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สั่งการไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ตรวจสอบอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ทั้งในส่วนอาคารที่อยู่ระหว่างการขออนุญาตก่อสร้าง อาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยหากพบอาคารที่ละเมิดต่อกฎกระทรวงดังกล่าว ขอให้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือฉบับนี้
3. ขอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาคารในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้การก่อสร้างอาคารเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม นายสุรัช ติระกุล รองผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพ กล่าวว่า หลังที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ก็ได้สั่งเจ้าหน้าที่ให้ลงไปตรวจสอบอาคารที่แจ้งมาทั้งหมดว่ามีข้อไหนที่ผิดกฎหมาย กฎกระทรวงบ้าง และทำหนังสือแจ้งเขตเพื่อดำเนินการตรวจสอบแล้ว
“เรื่องของการกำหนดระยะถนนน้อยกว่า 6 เมตรนั้นประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือเรื่อง อัคคีภัย รถดับเพลิง ถ้าถนนแคบมาก 4-5 เมตรการเข้าถึงของรถดับเพลิงจะลำบาก ถ้าเกิดเพลิงไหม้เขาไม่สามารถเอารถเข้าไปได้ต้องจอดถนนใหญ่แล้วลากสายดับเพลิงเข้าไปทำให้ใช้เวลาในการดำเนินการมากขึ้น”
นายสุรัช กล่าวอีกว่า อาจต้องแก้ไขกฎหมายในเรื่องของเขตทาง ที่กำหนดไว้ 6 เมตร แต่ในสภาพจริง ไม่ได้มีผิวจราจรที่ 6 เมตร แต่มีเสาไฟ ป้าย ทำให้มีถนนที่ใช้งานจริงไม่ได้ตามกฎหมายกำหนด เพราะฉะนั้นตัวนี้ได้ข้อคิดจาสภาผู้บริโภคมาตั้งแต่แรกทำให้กลับมาแก้ไขกฎหมายให้พื้นผิวถนนคือ 6 เมตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวล่าสุด
เราใช้ คุ้กกี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น